Go Hard or Go Home : ความสำเร็จ ความล้มเหลว และก้าวต่อไปของ รวิศ หาญอุตสาหะ

2577

 

ความสำเร็จจากการพลิกฟื้น ‘ศรีจันทร์’ ธุรกิจเครื่องสำอางค์เก่าแก่ของคุณปู่ที่กำลังย่ำแย่ สู่การเป็นแบรนด์แถวหน้าของไทย ทำให้ไม่มีใครไม่รู้จัก รวิศ  หาญอุตสาหะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด  วันนี้ GU ชวนเขามาคุยถึงความสำเร็จ ความล้มเหลว และก้าวต่อไปของความฝัน ใน Go Hard or Go Home

­­

 

ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง

ตอนนี้จริง ๆ งานหลักมี 2 งาน จะมีบริหารแบรนด์ ‘ศรีจันทร์’ กับ ‘ศศิ’ แล้วก็เป็น Speaker กับนักเขียน

 

คุณแท็บเป็นคนที่ใช้ชีวิตมีประสิทธิภาพมาก ๆ อยากรู้ว่าเคยตื่นมาแล้วรู้สึกขี้เกียจ ไม่อยากลุกไปทำงาน ไม่อยากออกกำลังกายบ้างไหม

ก็มีครับ แต่ก็จะพยายามกระตุ้นตัวเองให้ทำเพราะว่างานมันเยอะมาก ก็เลยต้องพยายามหา Inner Energy ให้ได้ครับ

 

มีวิธีแก้ไขอย่างไร เพื่อดึงให้ตัวเองกลับมาแอคทีฟอีกครั้ง

พยายามหาอะไรที่เราสนุก ๆ ทำ มันเบื่อมากไม่ไหวจริง ๆ ก็พักไปดูหนังบ้าง ไปหาอาหารอร่อย ๆ ทานบ้าง พลังที่เราอยากทำงานมันก็จะกลับมา

 

คิดว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนๆ หนึ่งประสบความสำเร็จมากกว่าคนทั่วไป

ผมคิดว่ามีอยู่ 2 อย่าง คือ 1. ความกล้าที่จะยอมรับความล้มเหลวได้ คือ เวลาเราล้ม เราแพ้ เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องหนักหนาสาหัสอะไร เดี๋ยวก็กลับขึ้นมาสู้ใหม่ได้ เพราะในชีวิตคนจริง ๆ แล้ว มันไม่มีใครเก่งไปซะทุกเรื่องหรอก คนเรามันก็ทำผิดตลอดเวลาอยู่แล้ว อันที่ 2 คือ อดทนต่อทุก ๆ เรื่องที่จะเข้ามาเจอ คือบางทีงานมันก็หนัก เหนื่อย เครียด ทำบางอย่างก็เจ๊งบ้าง มันก็ต้องอดทนว่าเดี๋ยวมันต้องมีวิธีแก้

 

กว่าที่จะพาแบรนด์ศรีจันทร์มาถึงจุดนี้ เจออุปสรรคหรือผ่านความล้มเหลวอะไรมาก่อนบ้าง

โอ้โห… ความล้มเหลวนี่เยอะมาก ถ้าเล่าต้องเล่า 2 วันจบ แต่ว่าเอาสั้น ๆ แล้วกันครับ (ยิ้ม)
อุปสรรคหลัก ๆ เวลาทำธุรกิจ มันก็จะมีอยู่ประมาณสัก 2-3 เรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องเงิน เป็นเรื่องใหญ่มาก แต่ว่ามันก็ค่อย ๆ แก้กันไป เรื่องเงินมันก็มีทางออกเสมอ แต่ว่าเรื่องที่ยากที่สุดคือเรื่องคน เป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะเวลาเราทำงาน เราไม่มีทางทำงานคนเดียวแล้วสำเร็จได้ เราต้องมีคนที่ทำงานร่วมกับเราเป็นทีม ไม่ว่าจะเป็นคนในบริษัท คนข้างนอก การสร้างพลังความน่าเชื่อถือ ความศรัทธาให้กับทีมงาน พาร์ทเนอร์ และคู่ค้าของเราเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งในช่วงแรก ๆ ผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ แล้วก็ทำอะไรที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาเยอะมาก ทั้งการจ้างคน การหาพาร์ทเนอร์ แต่ว่าตอนหลัง ๆ ได้เริ่มเรียนรู้และศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เลยรู้สึกว่าพอเริ่มเข้าใจคนมากขึ้นงานที่เหลือมันเป็นงานที่ง่ายไปเยอะ  เพราะจริง ๆ แล้วงานหลักที่สำคัญที่สุดของทุกคน คือการดีลกับมนุษย์ด้วยกันเอง

 

การสืบทอดกิจการที่เป็นของครอบครัว แล้วเราเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะเลย ส่งผลให้มีปัญหากับครอบครัวบ้างไหม

ไม่ค่อยมีครับ เพราะว่าตอนแรกเราเปลี่ยนนิดหน่อย ไม่ค่อยได้เปลี่ยนอะไรเยอะ ในช่วง 4-5 ปีแรกเรียกได้ว่าเกือบ ๆ จะเหมือนเดิม ก็แค่พยายามขยายขนาด แต่ช่วงที่เราเปลี่ยนเยอะ ๆ เป็นช่วงหลังที่ผ่านมาสัก 2-3 ปีนี้ ก็มีคำถามจากผู้ใหญ่เหมือนกันว่ามันจะเวิร์คไหม มันจะผิดทิศทางหรือเปล่า วิธีการคือว่าผมพยายามทำของให้เป็นขนาดเล็ก ๆ ไปทดลองให้เขาดูก่อน ว่าจริง ๆ แล้วเนี่ยทิศทางนี้มันมีทางไปได้ ถ้าเราทดลองอะไรที่มันเป็นเล็ก ๆ ก่อนแล้วมัน Fail เราก็จะไม่ทำต่อ ซึ่งวิธีการนี้ผมใช้เพื่อที่จะตอบคำถามกับทั้งผู้ใหญ่และStakeholder คนอื่น ๆ เช่น แบงค์ หรือว่าตอบคำถามทีมงานของเราเองด้วยว่าโปรเจคนี้เราควรจะเดินหน้าต่อไปไหม

 

มีวิธีในการเลือกคน หรือ Partner ในการทำงานมาร่วมงานอย่างไรบ้าง

จริง ๆ ต้องบอกว่าเขาเลือกเรา เราเลือกเขาด้วย เพราะเราไม่ได้เป็นคนเลือกเขาฝ่ายเดียว คือเวลาผมจะทำงานกับใคร ผมจะศึกษาเรื่องราวของคน ๆ นั้นก่อนเสมอ ว่าเขามีเรื่องราวอย่างไร เขามีผลงานอย่างไรบ้าง หลายท่านเป็นคนที่เก่ง แต่แบรนด์เขากับแบรนด์เราอาจจะไม่ได้มีทิศทางเหมือนกัน ก็อาจจะไม่เหมาะทำงานด้วยกัน ทุกคนเราจะศึกษาผลงานและสไตล์การทำงานว่าเป็นอย่างไร เหมาะกับการทำงานแบบของเราไหม เราจะดูเรื่องพวกนี้เป็นหลักเวลาเราเลือก Partner

 

อยากบอกอะไรกับตัวเอง ในวันที่กำลังเจอปัญหาบ้าง

อยากบอกตัวเองว่าให้ลุกเร็วกว่านี้ เพราะบางทีก็ซึมนานไปหน่อย เพราะจริง ๆ อุปสรรคพวกนั้นพอผ่านไปแล้ว พอมองย้อนกลับไปเราจะเห็นว่ามันเป็นแค่บทเรียนที่เอาไว้สอนเราเท่านั้นเอง แต่ว่า ณ เวลาที่เราเจอมันอยู่บางทีมันกัดกร่อนจิตใจเราเยอะมาก แล้วบางทีมันทำให้เราทำอะไรไม่ได้ไปนานเลย แต่พอมองย้อนกลับไป พอเราโตขึ้น เรารู้สึกว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้น แต่ตอนนั้นมันเป็นเรื่องใหญ่มาก

อย่างมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราทำโฆษณาก่อนที่จะรีแบรนด์ แล้วเราก็ทำแคมเปญซึ่งเราก็ค่อนข้างมั่นใจว่ามันจะ Success แต่ปรากฏว่ามัน Fail แล้วเราก็เสียเงินไปเยอะมาก ปีนั้นก็ขาดทุนเยอะ มันก็เป็นธรรมชาติที่เราต้องโทษตัวเอง เพราะว่ามันเป็นความรับผิดชอบของเรา ช่วงที่เรารู้สึก Fail อยู่ งานมันก็แย่ไปหมดเลย แล้วผลของความ Fail ช่วงนั้นมันสร้างความซึมของบริษัทต่อเนื่องมาเป็นระยะทางยาวนานมาก ซึ่งมันเกิดจากสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว คือจริง ๆ มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดเราตัดใจแล้วรีบลุกขึ้นมาได้เร็วเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทำให้เราสามารถปรับตัวได้เร็วเท่านั้น แล้วพลังความซึมเศร้าของเรามันส่งต่อไปถึงทีมงานด้วย ในทางกลับกันถ้าเรารู้สึกฮึกเฮิมมันจะส่งไปถึงคนอื่นด้วยเหมือนกัน

 

หลังจากที่ผ่านความล้มเหลวในอดีตมาแล้ว และตอนนี้ฮึกเฮิมมาทำคอสเมติก อยากให้เล่าถึงโปรเจคนี้ให้ฟังหน่อยค่ะ

สมัยก่อนศรีจันทร์เราจะทำพวกแป้ง รองพื้น กันแดด ถ้าภาษาคอสเมติกคือมันเป็นเบสไม่มีสี แต่ว่าหลัง ๆ เราก็อยากทำอะไรสนุก ๆ มากขึ้น ก็เลยอยากขยายไลน์มาทำพวกคอสเมติก แต่ว่าเรารู้ว่ามันยากเพราะตลาดแข่งขันสูง มันต้องมีความเข้าใจเรื่องสีและแฟชั่นเยอะ เราก็เลยต้องหาพาร์ทเนอร์มาทำ อันนี้ที่ทำกับพี่หมู แล้วก็มี Artist หลายคนเข้ามาช่วยทำ มันก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ในธุรกิจเครื่องสำอางค์ในพาร์ทที่เราไม่เคยทำเยอะเหมือนกัน

 

กลัวไหมว่าการมาทำสิ่งใหม่ที่ไม่ใช่จุดแข็งของเรา แล้วมันจะล้มเหลวซ้ำรอยเดิมอีก

ก็กลัวเหมือนกันครับ ซึ่งเราประเมินความเสี่ยงแล้วว่าถ้ามัน Fail ไป อยู่ในสเกลที่เราพอรับได้ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่พอเราทำงานมาเรื่อย ๆ แล้วเราจะเริ่มเข้าใจว่าการทุ่มหมดตัวเป็นสิ่งที่อันตราย เราก็จะมีการทำประเมินความเสี่ยงทุกครั้งเวลาเราจำโปรเจคใหม่ ๆ แต่ว่าถ้าเราไม่เสี่ยงเลย ทำแต่โปรเจคเดิม ๆ มันก็โตยาก เราก็ต้องพยายามขยายโปรเจคใหม่ ๆ ออกมาด้วย ซึ่งเวลาทำอะไรใหม่ ๆ มันต้องมีความเสี่ยงอยู่แล้ว

 

ใช้อะไรเป็นตัววัดว่าเราจะเสี่ยงกับโปรเจคคอสเมติกอันนี้

กระบวนการในการตัดสินใจทุกเรื่องเป็นศาสตร์และศิลป์บวกกัน แต่ว่าหลัง ๆ มันมีเรื่องของศาสตร์เข้ามาเยอะคือ Data สมัยก่อนในยุคที่ผมทำงานใหม่ ๆ ถ้าเราไม่ทำ Market Research แบบ Focus Group เราแทบจะไม่มีข้อมูลอะไรจากลูกค้าเลยนะ ทุกอย่างต้องนั่งเทียนเอาเองหมด เราจะใช้เหมือน Gut Feeling ตัดสินใจหมด ซึ่งสมัยก่อนเราคิดว่ามันเป็นวิธีทำงานที่โอเค แต่พอมายุคนี้เราค้นพบว่ามันไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่แล้ว เพราะว่าหลายครั้งเราตัดสินใจผิด โชคดีที่ยุคหลัง ๆ ช่วง 3-4 ปี สิ่งที่เราได้มาเยอะมากเลยคือข้อมูลจากลูกค้า เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตัดสินใจทำโปรเจคอะไรบางอย่างมันจะมาจากสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราศรัทธาในความเป็นแบรนด์กับเสียงลูกค้ามาผสมกัน ซึ่งก็ต้องหาด้วยว่าส่วนผสมตรงไหนมันพอดี เราไม่ได้แบบลูกค้าอยากได้อะไรก็ทำหมด ซึ่งบางทีมันอาจจะไม่ตรงกับแบรนด์เราก็ได้ มันต้องหาส่วนประกอบที่กำลังพอดี ๆ เวลาออกสินค้าไปแล้วลูกค้าก็จะชอบ แล้วมันก็ยังมีความเป็นเราอยู่ด้วย

 

วางเป้าหมายสูงสุดให้กับ ‘ศรีจันทร์’ ไว้ยังไงบ้าง

เราอยากเป็นแบรนด์ที่ Represent ความเป็นไทยในรูปแบบที่เป็นสากล แล้วก็เป็นหนึ่งใน Regional Brand Player แถวนี้ คือเราเข้าใจถึงข้อจำกัดของแบรนด์เครื่องสำอางค์อยู่แล้วว่าการเป็นแบรนด์ไทย ประเทศไทยไม่ได้มีต้นกำเนิดประวัติศาสตร์ของธุรกิจความงาม ไม่เหมือนฝรั่งเศสหรืออิตาลี การที่เราจะก้าวเป็น Global จริง ๆ อย่างลอรีอัลมันยากมากเพราะว่ามันต้องมีประวัติศาสตร์ที่เข้มแข็งของแบรนด์พวกนี้ แต่ว่าการเป็น Regional Brand Player แถบเอเชีย AEC เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นเป้าของเราคือเราอยากจะเป็นอย่างนั้น เราอยากมีการส่งเอกลักษณ์ของประเทศเราออกไปด้วย แต่อยู่ในรูปแบบที่ถูกตีความหมายใหม่ให้เป็นสากลมากขึ้น อย่างเช่น โปรเจคปลากัดที่เราทำกับพี่หมู Asava ก็เป็นโปรเจคที่เราคุยกันตั้งแต่แรกแล้วว่าเราอยากจะเอาปลากัดไทยมา Twist ให้มันดูเท่ ดูเป็นสากลมากมากขึ้น

 

ตอนนี้เดินถึงกี่เปอร์เซ็นของเป้าหมายที่วางไว้แล้ว

ยังไกลมาก อาจจะเดินมาได้แค่ 20% มีอะไรต้องทำอีกเยอะครับ ก็เป็นสิ่งที่ทำให้สนุกและท้าทายเวลามาทำงานทุกวัน

 

อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังทำธุรกิจอยู่บ้าง

จริง ๆ อยากฝากหลายเรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดตอนนี้คือธุรกิจยุคนี้มันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือว่าเราต้องยอมรับให้ได้ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาเมื่อปีที่แล้วมันจะใช้ไม่ได้แล้วในปีนี้ และสิ่งที่เราเรียนรู้ในปีนี้อีก 6 เดือนจะใช้ไม่ได้แล้ว ถ้าเราเชื่อเรื่องนี้เราจะปรับตัวและพัฒนาตัวเองอยุ่ตลอดเวลา คือเราต้องมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยุ่ตลอดเวลา ผมคิดว่าเป็นข้อคิดที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจยุคนี้ครับ

 

ชมคลิปสัมภาษณ์ได้ที่

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :