โรเบิร์ต ดาวนี่ จูเนียร์ จากคนติดยาสู่ IRON MAN

350

โรเบิร์ต ดาวนี่ จูเนียร์ จากคนติดยาสู่ IRON MAN

ช่วงนี้ต้องบอกเลยครับว่า กระแสภาพยนตร์เรื่อง ‘Avengers: Infinity War Part I’ นั้นมาแรงชนิดใครก็ฉุดไม่อยู่กันเลยครับ นี่ล่าสุดผมเพิ่งได้ข่าวว่าภาพยนตร์รวมฮีโร่ของมาร์เวลเรื่องนี้ได้ทุบสถิติโลก ทำรายได้ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐได้ไวที่สุดในประวัติศาสตร์วงการภาพยนตร์

สาเหตุที่ทำให้ภาพยนตร์ Avengers มาได้ไกลถึงขนาดนี้ก็เห็นจะเป็นเพราะเสน่ห์ของฮีโร่แต่ละตัวที่เขาค่อย ๆ ปูเรื่องมาตลอด 10 ปี จนทำให้คนดูอย่างพวกเราค่อย ๆ รู้สึกผูกพันและสนิทสนมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งตัวละครที่เรียกว่าเป็นตัวชูโรงและเป็นตัวที่ผลักดันให้ Avengers มาไกลถึงขนาดนี้ก็คือเศรษฐีอัจฉริยะผู้คิดค้นชุดเกราะสุดแกร่ง IRON MAN หรือว่า Tony Stark ของเรานั่นเองครับ ตรงนี้ต้องชื่นชมผลงานการแสดงของ โรเบิร์ต ดาวนี่ จูเนียร์ ที่ทำให้ IRON MAN ออกมาดูเท่ห์ ดูรวย และดูเก่งจนไร้ที่ติได้ขนาดนี้

แต่ทุกท่านรู้ไหมครับว่า ในยามที่เขาไม่ได้รับบทเป็นชายในชุดเกราะเหล็ก โรเบิร์ต ดาวนี่ จูเนียร์ นักแสดงยอดบทบาทคนนี้กลับมีชีวิตจริงที่ยิ่งกว่า IRON MAN ที่เราเห็นกันในภาพยนตร์เสียอีก

โรเบิร์ต ดาวนี่ จูเนียร์ ลืมตาดูโลกครั้งเมื่อวันที่ 4 เมษายน ในปี ค.ศ. 1965 ที่เมืองนิวยอร์ค
ในครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ พ่อของเขา Robert Downey Senior เป็นนักแสดงและผู้กำกับภาพยนตร์แนวอินดี้ (Independent Film) และแม่ Elsie Downey ก็เป็นนักแสดงเช่นเดียวกัน ตั้งแต่เขาจำความได้ Robert ก็รู้สึกชื่นชมในตัวพ่อของเขามาก และได้ยึดถือพ่อของเขาเป็นไอด้อลมาโดยตลอด นี่เองที่ทำให้เขามีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักแสดงแบบพ่อของเขาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

การแสดงครั้งแรกของเด็กน้อย Robert เริ่มขึ้นเมื่อเขามีอายุแค่ 5 ขวบในภาพยนตร์เรื่อง Pound (1970) ซึ่งพ่อของเขาเป็นทั้งคนเขียนบทและกำกับด้วยตนเอง

ภาพยนตร์เรื่องแรกของ Robert ในวัย 5 ขวบ (ภาพจาก pinterest)

ถึงแม้ว่าพ่อของเขาจะมีความสามารถทั้งการเขียนบทและกำกับภาพยนตร์ แต่พ่อของ Robert Downey Junior ยังมีมุมมืดอีกด้านหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ นั่นก็คือ พ่อของเขาเป็นคนติดยาขนาดหนัก พ่อของเขาติดยากหนักเสียจนถึงขนาดชวนให้ Robert มาเสพกัญชาด้วยกัน ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุแค่ 5 ขวบเท่านั้น

Robert เคยให้เล่าไว้ว่า 

‘ช่วงเวลาเดียวที่เขาได้รับความรักจากพ่อ ก็คือตอนที่เสพกัญชาด้วยกันเท่านั้น’

ยิ่งหลังจากปี 1978 ที่พ่อและแม่ของเขาแยกทางกัน Robert ผู้ซึ่งเลือกที่จะไปแคลิฟอร์เนียกับพ่อ ก็ยิ่งจมลงสู่ห้วงมืดแห่งยาเสพติดหนักขึ้นไปกว่าเดิม เขาได้กลายเป็นคนติดตาตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ! ถึงกระนั้น Robert ก็ไม่เคยละทิ้งความฝันที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงให้ได้

ในปี 1982 เขาได้ตัดสินใจที่จะลาออกจากโรงเรียนมัธยมและหันไปเอาดีทางการแสดงอย่างเดียว เขาเริ่มเข้ารับการบำบัด และเริ่มปรับชีวิตให้เข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น จนในที่สุดเขาสร้างชื่อให้กับตัวเองได้ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Less Than a Zero’  โดยในเรื่องนี้เขารับบทเป็นลูกชายของเศรษฐี ที่ต้องพบเจอมรสุมชีวิตเพราะไปข้องเกี่ยวกับยาเสพติด

ภาพยนตร์เรื่อง Less Than a Zero (ภาพจาก Mindfloss)

ก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องดีหรือร้ายกันแน่นะครับ เพราะแม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่การเตรียมตัวสำหรับบทบาทที่เขาได้รับในเรื่องนี้ ก็ได้ทำให้เขากลับมาติดยาอีกครั้งในชีวิตจริง

Robert ยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติดอยู่เรื่อย ๆ อีกเป็นสิบ ๆ ปี แม้ในขณะที่เขาได้กลายเป็นดาวรุ่งจากการรับบทเป็น ชาร์ลี แชปปลิน ในภาพยนตร์เรื่อง Chaplin ในปี 1992 เขาก็ยังติดยาเสพติดอยู่

แต่เชื่อผมเถอะครับว่า ยาเสพติดไม่เคยให้ประโยชน์แก่ใครหรอก เพราะสุดท้ายทุกสิ่งทุกอย่างของ Robert ก็ได้พังทลายลงตอนเขาอายุราว ๆ 31 ปี เมื่อเขาถูกจับกุมขณะเปลือยกายขับรถ ในสภาพที่เมายาแทบสิ้นสติ แถมยังมีอาวุธปืน .357 รวมไปถึงสิ่งเสพติดมากมาย เช่น โคเคน กัญชา และ เฮโรอีน ไว้ในครอบครองอีกด้วย

การจับกุมในครั้งนี้ทำให้ Robert ถูกศาสดำเนินคดีและลงอาญา โดยเขาจะต้องมารายงานตัวกับเจ้าหน้าในเวลาที่กำหนดเป็นเวลา 3 ปี แต่เพียงแค่การรายงานตัวครั้งแรก Iron Man ของเราก็ชิ่งไปเสียแล้ว ทำให้เขาถูกศาลสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน

(ภาพจาก NNDB)

เมื่อออกจากคุก อะไร ๆ ก็ดูจะแย่ลงไปหมดทุกอย่าง ปัญหาและมรสุมต่างรุมซ้ำกระหน่ำเขาอย่างไม่ปราณี เขามีปัญหาไปหมดทั้งปัญหาส่วนตัว ปัญหากับครอบบครัว และปัญหากับอาชีพนักแสดง ผู้กำกับรวมถึงค่ายหนังแทบทุกค่ายต่างส่ายหน้ากันเป็นแถวเวลาเห็น Robert

ชีวิตของเขายังคงวนเวียนกับมรสุมเช่นนี้ตั้งแต่อายุราว ๆ 31-37 รวมทั้งสิ้นเกือบ 6 ปีด้วยกันที่เขาต้องเข้า ๆ ออก ๆสถานบำบัดและศาล

จนในที่สุดทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมือวันหนึ่งเขาไปยังร้าน Burger King

Robert เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ผมต้องขอบคุณ Burger King จริง ๆ วันนั้นผมสั่งเบอร์เกอร์มาชิ้นหนึ่ง มันห่วยได้โล่ห์มาก ผมสั่งมันมากินกับน้ำอัดลมแก้วหนึ่ง แล้วตอนนั้นเองผมก็ฉุกคิดได้ว่า ‘เฮ้ย มันไม่เข้าท่าแล้วนะ’ “

หลังจากนั้นเขาก็กลับบ้านแล้วเอายาเสพติดทั้งหมดที่เขามีโยนลงทะเล และกลับตัวกลับใจเป็นคนใหม่โดยที่ไม่หวนกลับไปข้องแวะกับยาเสพย์ติดอีกเลย (ตรงนี้ถ้าใครเป็นแฟนพันธุแท้ Iron Man จะจำได้ว่าในภาพยนตร์ Iron Man ภาคแรก ก็มีอยู่ฉากหนึ่งเหมือนกันที่ Tony Stark ขอกินเบอร์เกอร์หลังจากหนีจากการถูกจับกุมตัว พอกินเบอร์เกอร์เสร็จ เขาก็ประกาศว่า พอกันที บริษัทเขาจะไม่ผลิตอาวุธอีกแล้ว … ก็ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญของบท หรือเป็นความตั้งใจที่ผู้กำกับหรือตัว Robert เองที่ต้องการใส่ลงไปในภาพยนตร์)

ปัจจุบันนี้ Robert Downey Junior  เป็นนักแสดงที่ติดอันดับนักแสดงรายได้เยอะที่สุดจากการจัดอันดับของนิตยสาร Forbes โดยเขามีรายได้เฉลี่ยต่อเรื่องถึง 80 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็ราว ๆ 240 ล้านบาทต่อเรื่อง!

ทั้งหมดนี้ ถ้าหากเราลองย้อนดูชีวิตของ Robert ตั้งแต่วัยเด็ก เราจะเห็นว่าชีวิตเขาขึ้น ๆ ลง ๆ มาโดยตลอด
จุดนี้เองที่ทำให้เราเห็นว่า Robert Downey Junior ก็เป็นมนุษย์ธรรมดา ๆ แบบผมและแบบคุณทุกคนนั่นแหละครับแต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามความผกผันในชีวิตของเขาเลย นั่นก็คือ ‘ความตั้งใจในการเป็นนักแสดง’ ของเขา
และความตั้งใจนั่นเองที่ทำให้เขาพลิกจากขี้ยาที่ผู้กำกับทุกคนแทบจะร้อง ‘ยี้’ เวลาได้ยินว่าเขามาขอคัดตัว จนกลายมาเป็นนักแสดงที่ค่าตัวมหาศาล และฮีโร่เกราะเหล็ก Iron Man อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

ผมเชื่อว่าถ้าเราทุกคนมีความตั้งใจและไม่ย่อท้อเหมือนอย่างที่ Robert มีให้กับความฝันที่ต้องการจะเป็นนักแสดงของเขาแล้วล่ะก็ พวกเราทุกคนจะต้องพบเจอกับความสำเร็จอย่างแน่นอนครับ

ถ้าหากในวันที่มรสุมต่างรุมเร้า แต่เรายังยืนหยัดต่อไปได้ พวกเราทุกคนต้องเป็นดั่ง IRON MAN ได้อย่างแน่นอนครับ

(ภาพจาก Times Now)
ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :