เฉลิมพล แอนิเมเตอร์ไทย หัวใจ Iron Man

1638

เฉลิมพล วัฒนวงศ์ตระกูล จากเด็กต่างจังหวัดที่ชื่นชอบการวาดการ์ตูน และเอาเวลาที่เรียนด้านฟิสิกส์ในมหาวิทยาลัยมาใช้ฝึกทำแอนิเมชันด้วยตัวเองแทนการเข้าห้องเรียน  หลังเรียนจบเขาพาตัวเองเข้าสู่วงการแอนิเมชันไทยด้วยการเป็นเด็กฝึกงานฝีมือท้ายแถวที่เอาความอึดและหัวใจเข้าสู้ จนสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในทีมแอนิเมเตอร์ของ FRAMESOTRE ประเทศอังกฤษ และได้อยู่เบื้องหลังฉากแอคชันเท่ ๆ ของ Iron Man ในภาพยนต์ฟอร์มยักษ์แห่งปี Avengers Infinity War  

 

จากนักฟิสิกส์แปลงร่างมาเป็นแอนิเมเตอร์ได้ยังไง

ผมชอบแอนิเมชันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว ก็เลยเป็นที่มาในการฝึกฝนตัวเองตั้งแต่ผมเรียนฟิสิกส์มาครับ  ผมไปซื้อแผ่นติวเตอร์และก็เอามาฝึกเอง แล้วช่วงจบมามันเป็นช่วงรอยต่อที่ The Monk Studios บริษัทชั้นนำอันดับ 1 ของประเทศไทยตอนนั้น เขามีบุคคลากรจากต่างประเทศเข้ามาคือ พี่จั๊ก สุภณวิชญ์ สมสมาน เป็น CEO ของ The Monk Studios และพี่ตุลย์ วีรภัทร ชินะนาวิน มาเป็นหัวหน้างานแผนก Animation ที่บริษัทนี้ เขามาจากอเมริกาทั้งคู่ ผมเห็นโพรไฟล์เขาและได้แรงบันดาลใจจากพี่ ๆ ทั้งสอง ผมก็เลยอยากจะเข้าไปทำงานด้วย เลยพยายามขวนขวาย หาช่องทางเข้าไปทำ Demo Real ผมก็ทำพอร์ตให้มันตรงกับสเปกที่เขาอยากได้ จนวันหนึ่งผมสมัครเข้าไปแล้วโชคดีมาก ๆ  ที่เขาเห็นค่าในความพยายามของผม เพราะงานผมมันไม่ได้สวยแต่มันบ่งบอกว่าไอ้คนนี้มันถึก เขาก็เลยเลือกคนเก่งเข้าไป 3 คน แล้วก็เลือกคนถึกเข้าไปคนนึง สุดท้ายผมก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงาน Animation ว่าจริง ๆ คืออะไร จนผ่านไป 2 ปีจากที่เข้าทำงานในวันแรกไม่ผ่าน ผมถึงมาตระหนักได้ว่าความขยันอย่างเดียวมันไม่สามารถทำให้เราไปได้ไกล ผมก็เลยปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ศึกษามากขึ้น อ่านหนังสือมากขึ้น ดูเว็บบอร์ดมากขึ้นว่าแอนิเมเตอร์เก่ง ๆ ทั่วโลกเขาทำงานยังไง ผมเริ่มใส่ความฉลาดให้ตัวเอง วันละนิด วันละหน่อย จนมันเริ่มเป็นรูปเป็นรอยขึ้นมา ใช้เวลาประมาณเกือบปีจนเริ่มตามทันเพื่อน

ก่อนจะลาออกจากที่นี่ผมได้ไปประกวดแอนิเมชันโครงการ 11 Second Club ในเว็บไซต์นั้นจะเปิดโอกาสให้แอนิเมเตอร์ทั่วโลกเข้าไปแข่งกัน ผมนั่งทำทั้งวันทั้งคืน 1 เดือนเต็ม ๆ กลับบ้านห้าทุ่มเที่ยงคืน ทำต่อถึงตีสามตีสี่แล้วก็ส่งไป โชคดีที่ผมได้ที่หนึ่งเลยกลายจุดเปลี่ยนเลย คิดว่าหลังจากนี้ถ้าเกิดเราขยันขึ้น แล้วก็พัฒนาเรื่องความคิดมากขึ้น เราก็น่าจะพอไปได้ ตอนนั้นมีคนคอมคอมเม้นงานของผมเป็นภาษาอังกฤษเป็นร้อย ๆ แต่ผมไม่สามารถตอบได้ ต้องไปถามรุ่นพี่ที่เขาเก่งภาษาอังกฤษจบจากนอก เลยคิดว่าไม่ได้ต้องฝึก ต้องหาออฟฟิศที่มีฝรั่ง โชคดีช่วงนั้นมีบริษัทของเดนมาร์ก ออฟฟิศที่สองเลยทำให้ผมได้ภาษาอังกฤษขึ้นมานิดนึง และได้เรียนรู้เรื่องกล้องในการทำงาแอนิเมชัน ทำให้ความเป็นแอนิเมเตอร์ของผมมันเริ่มชัดเจนขึ้น

ผมอยากไปทำ Action แต่ในไทยตอนนั้นยังไม่มี จนวันนึงพี่ตุลย์เขาเอาผมไปแนะนำให้รู้จักกับบริษัท Igloo Studio ทำแอนิเมชันให้ 9ศาสตรา มันเป็นงานแอคชันล้วน ๆ ก็เลยให้ผมลองไปทำงานที่นั่นดู จากตรงนั้นผมมั่นใจว่าตัวเองเป็น Animator Action เต็มตัว พอเจอสิ่งที่มันใช่มันก็ต่อยอดของเราให้มากขึ้น

พอหนัง 9 ศาสตราจบ ผมย้ายไปทำงานกับเพื่อนสนิทที่บริษัทโฆษณาเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ๆ วันดีคืนดีมี CEO จากประเทศญี่ปุ่น เหมือนเขามาเยี่ยมออฟฟิศต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพฯ แล้วตอนที่เขามาผมไม่อยู่ในห้อง ตอนนั้นผมออกไปโทรศัพท์ข้างนอก พอผมกลับเข้าไปในห้องคนญี่ปุ่นเขากลับไปหมดแล้ว เสียดายมากอยากจะถามคนญี่ปุ่นว่าถ้าอยากไปทำงานที่ญี่ปุ่นต้องทำยังไง นี่คือคำถามที่เตรียมไว้ พอไม่เจอก็แอบเซ็งนิดนึง ผมก็เลยเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วมีคนญี่ปุ่นเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ เลยสวัสดีเขา ถามว่าเขามาเยี่ยมออฟฟิศใช่ไหม เลยแนะนำตัวว่าผมเป็นหัวหน้าแผนก Animation อยู่ที่นี่ เขาดูรีบมากผมไม่มีโอกาสจะถามเขาว่าจะไปทำงานที่ญี่ปุ่นต้องทำยังไง ผมเลยถามคำถามง่าย ๆ ว่าอยู่ญี่ปุ่นขาทำงานอะไร เขาทำหนังที่ไม่ได้ฉายในไทย แล้วก็ไม่ดังในญี่ปุ่นด้วยแต่ผมดันทะลึ่งรู้จัก ผมดูใน Youtube แล้วยอดวิวหนังมันก็น้อยจริง ๆ ไปดูมาแล้วผมก็ชอบ ผมบอกว่าผมรู้จัก เขาตกใจเลยรู้จักได้ยังไงในไทยยังไม่ฉายเลย คุยไปคุยมาเลยรู้สึกว่าชอบงานสไตล์เดียวกัน ผมดูเขาออก รู้สึกว่าเขาน่าจะชอบงานเรา น่าจะอยากคุยกับเราต่อสัก 15 วินาทีเลยชวนเขามาดูงาน เขาสตั๊นไป 10 วินาที แล้วเขาก็หันไปบอกล่ามญี่ปุ่นด้วยประโยคฟ้าผ่าชีวิตผมว่า งานนี้ถ้าไปญี่ปุ่นดังเลย คนแย่งตัวแน่นอน ผมนี่ดีใจมาก ผมคิดว่าผมเจอคอนเนคชั่นแล้ว
เจอหนทางแล้ว ก็เลยสมัครงานไปที่ญี่ปุ่นตามที่เขาแนะนำ เป็นบริษัทชั้นนำที่เคยปฏิเสธผมมาก่อน แต่ส่งไปปุ๊บเขารับเลย ตอนนั้นลองส่งไป 3 ที่ได้หมด

ไปอยู่ญี่ปุ่นผมมีความฝันอยากทำหนังแอคชั่น แต่พอมาแล้วรู้สึกว่าเราทำเสมอตัว เราทำใกล้ ๆ กับไทย มันไม่ได้ต่างกันมาก ผมทิ้งความฝันผมไม่ได้ ผมคงไม่ได้ทำ Iron Man, Transformers ที่เคยบอกกับเพื่อน บอกกับตัวเองตั้งนานแล้วว่าอยากทำหนังที่สนุก ๆ ผมก็เลยตัดใจทำพอร์ทใหม่ เพื่อสมัครไปบริษัทใหม่ คราวนี้เจาะจงบริษัทที่ทำหนังให้มาร์เวลเลย ตอนนั้นผมเริ่มมีความรู้แล้ว เริ่มมีความมั่นใจแล้ว คราวนี้ส่งไปปุ๊บได้เลยที่ Frame Store ประเทศแคนาดา ผมเลยลาออกจากญี่ปุ่นกลับมาทำวีซ่าที่ไทย ทุบหม้อข้าวทิ้งเลย เพราะผมรู้สึกว่าความสุขมันไม่ได้แล้ว มันสวนทางกับความฝัน อยู่ญี่ปุ่นผมก็สำเร็จได้ในระดับหนึ่ง แต่ผมอยากไปไกลกว่านั้น เลยลาออกมาเพื่อที่จะไปแคนาดา

ตอนนั้นสหรัฐฯ เลือกตั้งประธานาธิบดี แล้วทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี เกิดเป็นทรัมป์เอฟเฟ็กต์ขึ้นมา แล้วมันส่งผลไปที่แคนาดาหลายแสนคน เพราะคนอเมริกาหลายแสนคนอยากย้ายประเทศ หลังจากที่ทรัมพ์มาเป็นประธานาธิบดี การดำเนินวีซ่านานขึ้น ตอนแรก 13 สัปดาห์ เปลี่ยนมาเป็น 31 สัปดาห์ เราก็รอเพราะไม่สามารถไปรับงานได้เพราะถ้าวีซ่ามาเราก็ต้องทิ้งงานอีก ไม่อยากเสียเครดิต ไม่อยากเสียคอนเนคชันก็เลยไม่รับงาน แล้วก็รอไปเรื่อย ๆ จนผมรอไม่ไหวแล้ว ผมรู้สึกความฝันกับความเป็นจริงผมมันสวนทางกันมาก จะกลับมาทำงานที่ไทยมันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เริ่มจะยอมแพ้แล้ว วันดีคืนดีบริษัทที่ญี่ปุ่นติดต่อมาเอง ตอนนั้นมันเหมือนคนจมน้ำ ใครโยนเชือกฟางมาผมก็คว้าหมด เพราะแคนาดาให้ผมรอตั้ง 8 เดือน

พอกลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นร่างกายผมมันก็ตอบสนองมาเหมือนเดิมเลย เหลิมนี่มันใช่ความฝันของเอ็งแล้วเหรอ นายอยากทำ Iron Man ไม่ใช่เหรอ จนแฟนผมเซ็ง แต่ความฝันของเรามันเกิดมาแล้วมันไม่ตายไปง่าย ๆ เหมือนมันไม่สุด

วันนึงเหมือนกับฟ้าเล่นตลกกับผม มีคนในบริษัทที่ทำให้มาร์เวลที่อังกฤษติดต่อผมมาเอง ผมไม่ได้สมัคร เขาเห็นโพรไฟล์ใน LinkedIn แล้วสนใจอยากจะรับมาทำงาน


ตอนที่ได้รู้ว่าได้ทำเรื่อง The Avengers
รู้สึกยังไง

มันเกินคำว่าดีใจ ตอนแรกมาถึงที่นี่ผมก็ดีใจโคตร ๆ แล้วนะ แต่ไม่รู้ว่าทำโปรเจกต์อะไร เขาจับผมไปทำโปรเจกต์ไหนผมก็แฮปปี้หมด มาเห็นคนทำ Iran Man อยู่ข้าง ๆ แต่พอโปรดิวเซอร์บอกผมว่าได้รับมอบหมายให้ทำโปรเจ็ก… แล้วเขาเว้นเสียงไว้นิดนึง เหมือนเกมโชว์ Avenger! ผมก็ดีใจมาก เขาก็พาไปนั่งกับทีม Avengers เป็นชั้นของ Avengers เลย เนี่ย ดร.เสตรนจ์  โทนี่ สตาร์ค เห็นสไปเดอร์แมนด้วย หัวใจผมนี่เต้นตึก ๆ ผมคุยกับแฟนผมไม่รู้เรื่อง แถมโชคดีเขาเอาฉากไอรอนแมนให้ผมทำด้วย พอผมได้จับโทนี่ สตาร์ค ในหน้าจอโปรแกรมที่ผมเห็น มันเป็นโทนี่ สตาร์ค มันเป็นไอรอนแมน ที่สมัยก่อนเราได้แค่ดูในโรงหนัง ในหน้าคอม ใน Youtube  ตอนนี้มันอยู่หน้าเราแล้ว เราต้องเป็นคนบังคับให้มันทำตามที่ไดเร็คเตอร์ต้องการ เราต้องทำทุก ๆ กลไก ทุก ๆ การขยับ น้ำตาผมไหลเลย มันปลื้ม ความพยามยามตั้งแต่วันแรก ที่เราล้มเหลวมาไม่รู้กี่ครั้ง ที่เราเรียนมาไม่ตรงสาย ความเหนื่อยมันหายไปหมดเลย ที่ผิดหวัง หรือว่าการอ้อมโลกไปทำงานที่ญี่ปุ่นเกือบสองปีมันคุ้มค่า


งานของแอนนิเมเตอร์ในหนัง
คืออะไร

ทำให้นักแสดงสมจริง และก็เหนือจริง อย่าง ดร.สเตร็นจ์  ไอรอนแมน ถ้าเป็นคนจริง ๆ ใส่ชุดแล้วมันก็กระโดดไม่ได้ใช่มั้ย ต่อให้ใช้สลิงหรือสตั๊นแมนก็ทำได้ไม่สวย เราก็ต้องเป็นคนออกแบบท่าทางให้เขา เราต้องเอาท่าทางของเขามาเสริมในการแอคชั่น โทนี่สตาร์คถ้าเราเห็นเป็นคนอันนั้นคือนักแสดงแต่พอใส่เกราะคือหน้าที่ของผมแล้ว ผมทำไอรอนแมน กับ ดร.สเตรจน์ ทำ 7 ช็อต เห็นในหนังประมาณ 10-12 วิน่าจะได้ ทำมาสามสี่เดือน คนนึงทั้งเรื่องไม่เกิน 20 วิ มันใช้เวลานานมากมันเป็นหนังใหญ่ ปราณีตพอสมควร ผมโดนแก้ทุกสองชั่วโมง อันนี้ไม่ถูกใจต้องแก้ เราเถียงไม่ได้ เพราะว่าเขาจ้างเรามา และเขาก็ให้โอกาส เขาให้ผมแก้อะไร ผมแก้ทุกอย่างเลย

 

การเป็นคนไทยที่ไปทำงานในองค์กรระดับโลก เพื่อนร่วมงานเขามองเรายังไง

เขาก็มองเราเป็นโนบอดี้ ถ้าเป็นนักเรียนก็เหมือนเราอยู่ท้ายห้อง เขาก็มีคนเก่งของเขาอยู่แล้ว แต่ที่นี่เขาดีนะ เป็นสังคมที่ดี ทุกคนเป็นมืออาชีพ พร้อมจะเป็นมิตร แชร์ความรู้ และประสบการณ์ต่อกัน เป็นสิ่งที่โชคดีในชีวิตมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสมาทำงานที่นี่ เขาเป็นมืออาชีพ มีวินัย เป็นคนเก่ง เขามีเลเวลที่สูงกว่าเรา มีเหมือนกันนะคนที่ไม่เก่งเท่าเรา หรือว่าคนไทยบางคนเก่งกว่ามีอยู่แล้ว แต่สังคมที่อยู่มันโอเค เขามองเราเข้ามาเราอาจจะเป็นโนบอดี้เพราะเขาไม่รู้จักเรา แต่เขาไม่ได้ดูถูกเรานะ เขาก็ให้เกียรติเรา เพราะว่าออฟฟิศนี้กว่าจะคัดคนมาแต่ละคนก็ยากไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ใครจะมาก็ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาเรื่อง culture


ถ้าเทียบกับแอนิเมชั่นในไทย คิดว่าอะไรที่ทำให้เรายังไปไม่เท่าเมืองนอก
 

คนไทยเก่งและมีทักษะเยอะมาก แต่ขาดองค์ความรู้ที่เป็นองค์ความรู้จริง ๆ ที่เข้ามาพัฒนาให้เราได้เห็นภาพกว้าง เห็นลึกไปถึงปัญหาของมัน เห็นลึกไปถึงแก่นของสิ่งที่จะพัฒนาต่อยอดให้งานของเราเป็นสากลมากขึ้น แล้วก็เรื่องของเงินทุน เรื่องเวลา ต่อให้เราไม่มีความรู้ ไม่มีเทคโนโลยี หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าเรามีเงินและมีเวลา ผมว่ายังไงก็ได้ เราก็ไปจ้างคนเก่ง ๆ มา เอาเงินไปซื้อซอร์ฟแวร์ ให้เวลากับคนทำงานให้มากขึ้น ยังไงคนไทยก็ทำได้ครับ คนไทยมันเก่ง ขนาดผมยังเฉี่ยว ๆ มาทำได้เลย มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าคนไทยแม่งทำได้หมดแหละ มันต้องจังหวะ โอกาส และเวลา แค่นั้นเองครับ


คนไทยที่อยากทำงานในระดับ Global
ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

การสำเร็จในระดับหนึ่ง คนนึง ๆ ทำได้ แต่ความสำเร็จที่คุ้มค่ามากที่สุดในชีวิตมันไม่ง่าย ต้องค่อย ๆ ทำ เพราะความสำเร็จของเรามันไม่ได้เกิดจากคน ๆ เดียว มันต้องมีอาจารย์ มีเพื่อน มีสภาพแวดล้อม หาคนมาติงานเรา หาคนมาต่อยอดงานเรา หาหนทางไปให้ได้ ต้องมีทั้งบู๊ทั้งบุ๋น  ต้องมีการวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ทำให้เราเดินอยู่บนถนนความฝันไม่เป๋ไปไหน บางคนมันฝันเยอะนะ อยากจะไปนู่นไปนี่ พอไปเจออุปสรรคก็ท้อแท้เพราะเดียวดาย บางทีมันอาจจะมีพลังไม่เพียงพอ ทำให้เขาไปได้ไม่ไกล

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :