‘วิเชฐ ตันติวานิช’ นักกลยุทธ์มือทองกับความท้าทายที่ขยายใหญ่กว่าเดิม

6190

GU Awesome มีโอกาสพูดคุยกับคุณวิเชฐ ตันติวานิช นักกลยุทธ์มือทอง ผู้ก่อตั้ง Money Channel และพลิกโฉมตลาดหุ้นไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างทุกวันนี้  พร้อมความท้าทายครั้งใหม่ในการเป็นผู้ร่วมปั้นธุรกิจไทยให้ขยายตัวไปสู้กับต่างชาติ

 

ปัจจุบันทำอะไรอยู่บ้าง

เป็นอาจารย์สอนหนังสือ แล้วก็เป็นประธานกรรมการบริหารให้กับศูนย์อาเซียนที่ชื่อว่า C asean และเป็นประธานบริษัทอยู่อีกประมาณสัก 2-3 บริษัท ดังๆ หน่อยก็ Air Asia

 

ทำงานมาหลากหลายมาก จริงๆ แล้วนิยามตัวเองว่าเป็นอะไร?

นักกลยุทธ์ในทางธุรกิจ เพราะว่าไอเดียเยอะ มีความคิดในเรื่อง Execution เยอะ อาจจะเป็นเพราะว่าเรามีประสบการณ์สูง เจอคนมาเยอะ ตอนอยู่ตลาดหลักทรัพย์ก็เยอะ ตอนเป็น Fund Manager ก็เยอะ เพราะพี่เคยบริหารกองทุน ลงทุนมันก็ต้องวิเคราะห์ธุรกิจ เป็นผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ MAI ตอนอยู่ตลาดทรัพย์ก็ ทำอยู่ 3 หน้าที่ บริหารสถานีโทรทัศน์ Money Channel ทำเรื่อง SET in the City ทุกวันนี้ก็ดังมากเลยนะ สร้าง วตท. (สถาบันวิทยาการตลาดทุน)  ห้องสมุดมารวย พวกนี้คือพี่สร้างมาหมดแล้ว มันก็เลยกลายเป็น Collective Knowledge คือการสะสมความรู้ที่มันมาจากหลากหลายซึ่งเป็นเรื่องโชคดี มีคนถามพี่ว่าทำไมถึงมาสอนหนังสือด้านธุรกิจ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำธุรกิจ น่าอึ้งเหมือนกันนะ พี่แบบว่า

“โธ่เอ๊ยหมูมาก มันแปลว่าพี่มีความรู้ที่สะสมมาจาก CEO เป็นพันคน เพราะฉะนั้นถ้าพี่เก่งพอที่จะจับกึ๋นของ CEO แต่ละคน วิธีคิด Business Model แบบที่เราเห็นมาเป็นพันๆ โมเดล แล้วมาประมวลว่าอะไรมันดีที่สุด ณ ขณะเวลาต่างๆ มันก็น่าจะดีกว่าคนที่อยู่ตรงนี้มา 50 ปี แล้วยังอยู่ที่เดิม”

ก็คือคนที่เคยทำธุรกิจแบบฉันทำมาประสบการณ์สูงมาก สมมติขายเหล็กก็คงไปขายอย่างอื่นไม่ได้ถูกไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาเห็นมาตลอด 40-50 ปี คือความแน่นของเสาต้นนึง แต่ของพี่มันคือความแน่นของพื้น
ซึ่งมันอาจจะมีเสากี่ต้นไม่รู้ แต่พื้นแน่นปั๊กเลย ก็คือมีความรู้ที่สะสมมาจากเป็นพัน CEO เป็นพันอุตสาหกรรม เป็นพันธุรกิจ คุณสมบัติของพี่คือกลยุทธ์จากสิ่งที่เราเก็บมา

 

ถ้าอยากเป็นนักกลยุทธ์เก่งๆ ต้องทำยังไงบ้าง

พี่ว่าอาจจะต้องใช้ชีวิตเหมือนพี่นะ คือเปลี่ยนงานบ่อยๆ แล้วก็อย่าเก็บตัว หาเพื่อนให้มากที่สุด วันนึงต้องมีเพื่อนเพิ่ม 3-5 คน ปีนึงสัก 1,500 คน 10 ปี คุณก็มีเพื่อนเพิ่มหมื่นกว่าคน เพื่อนนี่หมายความว่าคุยกันรู้เรื่อง แลกเปลี่ยนกันได้ พี่คิดว่าต้องมีคุณสมบัติแบบนี้ เพราะว่าเราจะได้เก็บ สมมติเราไปอยู่ในวัด คุณอาจจะสวดมนต์ไม่เป็นเลยนะ แต่ถ้าคุณอยู่ในวัดครบสักหมื่นชั่วโมงเนี่ยจบอรหันต์เลยนะ คือหมายความว่าคุณได้ยินได้ฟังได้เห็นได้สวด แล้วมันก็ไม่ต่างอะไรไปกับเพลงละครที่ดังทุกเพลง เพราะกรอกหูทุกวัน พอฟังไปเรื่อยๆ ร้องเป็น เพลงที่คนเริ่มร้องเป็นจะเป็นเพลงเพราะ เพลงละครเลยดัง จึงกลายเป็นเรื่องที่ว่าถ้าคุณไปอยู่ในที่ต่างๆ มีเพื่อนเยอะๆ หลากหลาย คุณจะเก็บของพวกนี้มา ปัญหาคือว่าคุณต้องมีสมองที่ฝึกพอสมควรว่าคุณจะแยกแยะมันยังไง อะไรมันเชื่อมกับอะไร อันนี้อาจจะยากนิดนึง พี่เป็นคนที่เก็บอะไรมา พี่สามารถเอาอันนี้เชื่อมกับอันนี้ได้ อันนี้อย่าไปยุ่งกับมัน อันนี้แยกไว้เลยต่างหาก ไอ้พวกต่างหากด้วยกันมันก็เชื่อมกันได้ พี่จะเป็นคนที่คิดอะไรอยู่ในสมองอย่างนี้ได้จึงทำได้

 

นอกจากคิดเรื่องงานแล้ว มีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้างไหม

พี่คิดงานตลอด แต่ใช้เวลาเรียกว่า Work Hard  Play Hard  เสาร์อาทิตย์ก็ขับรถพวก Super Car ชอบขับรถตั้งแต่เด็ก ตอนพี่เรียนที่จุฬาฯ แทบไม่ได้เรียนเลยบอกตรงๆ พี่อยู่ในสนามรักบี้ ตอนเย็นอยู่ร้านเหล้าหลังจากเล่นรักบี้เสร็จ แล้วก็ช่วงกลางวันแต่งรถอยู่อู่รถ พี่เรียนเศรษฐศาสตร์จุฬาฯ แต่วิศวะเครื่องกลยกเครื่องสู้พี่ไม่ได้ น็อตแต่ละตัวพี่รู้หมด ชอบไงแบบเด็กผู้ชาย ก็เลยรู้ว่ารถมันเป็นอะไรที่เจ๋ง มีตังค์ต้องซื้อ แพงแค่ไหนก็ต้องซื้อ ถ้ามีตังค์พอ (หัวเราะ) สะสมรถ นาฬิกา เครื่องเสียงก็เล่น

 

จำเป็นไหมที่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีไลฟ์สไตล์แบบนี้

พี่ไม่อยากให้พูดว่านักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะต้องมีไลฟ์สไตล์อย่างนี้ คุณจะสำเร็จไม่สำเร็จเนี่ยคุณต้องมีไลฟ์สไตล์อย่างนี้อยู่แล้ว พี่อยากจะพูดกลับกันคือคนที่มีไลฟ์สไตล์แบบนี้ทั้งๆ ที่ยังไม่สำเร็จ จะโอกาสสำเร็จสูงมาก เพราะว่าอันที่หนึ่งนะ ถ้าคุณชอบนาฬิกาไม่จำเป็นว่าคุณต้องซื้อนาฬิกาแพง คุณอาจจะซื้อ G-Shock ซื้อ Casio ก็ได้ แต่คุณชอบ แล้วทำไมคุณชอบ ทำไมต้องชอบ เราชอบอะไร ชอบฟังก์ชัน ชอบดีไซน์ ชอบเทคโนโลยีของมัน หรือเราชอบเพราะมันเป็นแบรนด์ นี่นักวิเคราะห์เข้าแล้วนะ เข้าหัวสมองไปแล้ว ทำไมเราชอบฟังเพลงแบบนี้ ทำไมเครื่องเสียงแบบนี้ก็ดีแต่คุณชอบอีกแบบ ลำโพงมันมีตั้งเป็นหมื่นๆ ยี่ห้อ แต่ทำไมคุณชอบยี่ห้อนี้ อะไรมันทำให้คุณชอบ คุณชอบแป๊บเดียว เดี๋ยวคุณชอบอีกอันแล้วเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะแบรนด์เหรอ หรือว่าเสียงดีกว่า ถ้าคุณคิดอย่างนี้อยู่ตลอดเวลานะ ก็แปลว่าคุณกำลัง Listening  กำลัง Rational ว่าอะไรที่ทำให้คนคิดนู่นคิดนี่ตลอดเวลา คุณชอบรถคันนี้ ไหนคุณบอกว่าคุณโครตชอบเลย แต่ปีนึงคุณขายแล้ว ก็บอกมันไม่ชอบเพราะอะไร ชอบอยู่แต่มันมีอันอื่นชอบกว่า แต่เงินมีแค่นี้ ก็เลยต้องยอมเอาอันนั้นไปเอาอันนี้มา มันจะมีเหตุผลทุกคน

พี่มองว่าในเวลาที่เราทำอะไรก็ตาม ถ้าเรามีไลฟ์สไตล์ผสมอยู่ เล่นกีฬาบ้าง เจอเพื่อนบ้าง คุยสนุกสนานเฮฮา เวลาถอดสูทออกแล้วก็ใส่เสื้อยืดเป็นบ้าง แล้วก็รกๆ ได้ มั่วๆ ได้ กินอาหารมื้อนึง สตรีทฟู้ดได้ กินหรูๆ มื้อนึงหัวละห้าพันแปดพัน Omakase ก็กินเป็น แต่ข้าวไข่ดาวใบนึงก็กินเป็น เพื่อให้รู้สึกว่าชีวิตมันต้องแบบนี้โว้ย มันต้องครบๆ แบบนี้ แต่ผู้ชายนะ ผู้หญิงไม่ค่อยหรอก อันนี้บอกผู้ชาย ชีวิตถ้ามันครบเนี่ย มันจะเป็นคุณสมบัติที่ทำให้คุณประสบความสำเร็จ มากกว่าประสบความสำเร็จแล้วต้องมีคุณสมบัติแบบนี้ เพราะว่าพี่ไม่ใช่คนที่มีตังค์ เงินเดือนเดือนแรกหลังจากจบปริญญาโท 9,500 บาท ผ่อนรถอีกประมาณ 3,000 กว่าบาท รถเน่าๆ เลยนะ ถามว่าชอบรถไหมก็ชอบตั้งแต่เด็ก แต่ว่ามันไม่มีตังค์ แต่ไอ้คุณสมบัติแบบนี้มันทำให้เราไปต่อได้ พอเราครบสูตร คอนเนคชันเราดี ความคิดเรา Creativity  เขาคุยเรื่องอะไรเราก็คุยด้วยได้ คนก็จ้าง อยากให้ไปเป็นบอร์ดเพราะชอบเรา 


 

ในวันที่ยังไม่มีชื่อเสียง ทำยังไงให้คนชอบเรา

มันเป็นเพราะว่าเราเป็นคนแอคทีฟ หนึ่งคือวิเคราะห์ตลอดเวลา ทุกๆ อย่างที่พี่เจอ พี่จะวิเคราะห์ ว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างงั้น พี่จะพยายามอธิบาย

พี่ยึด 3 หลักทั้งชีวิต
1. ตัดสินใจ 2. แก้ปัญหา 3. สื่อสารให้เข้าใจ แล้วพี่ก็จะเรียกมันว่า Leadership 

คือเมื่อไหร่ที่เราพูดกับตัวเองได้ว่า สมมติเรามีปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ต้องไปเจอใครนะ มีปัญหา บริหารเวลาไม่ทัน เช่น รถติด แก้ยังไงวะ ตัดสินใจ แก้ปัญหา แล้วต้องอธิบายให้ตัวเองฟังได้ว่าไอ้ที่มึงคิดเนี่ย อธิบายให้เข้าใจให้ได้ ไม่ใช่แก้ปัญหาไปเพราะมันต้องทำอย่างนี้ มันมีทางเลือกเยอะแยะ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่ก็เข้าสูตรนี้ แล้วก็มีหลายครั้งที่ตัดสินใจผิด ไม่ใช่จะถูกตลอดเวลา มันผิดแต่ความผิดนั้นอย่าไปเสียใจกับมัน คือเมื่อคุณตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยข้อมูลที่คุณมี ณ ขณะเวลานั้น แล้วมันจบแค่นั้นก็คือจบ อย่าไปเสียใจ กูไม่น่าเลย พอไปเสียใจปุ๊บมันจะไม่อยากทำอย่างนั้นอีก

มันเหมือนเวลาคุณเล่นการพนัน เวลาคุณจะแทงอะไรสักอย่าง สมมติคุณแทงปั๊บไม่ถูก เขาถึงบอกว่ามันต้องมีลูกตาม เหมือนกันเวลาที่คุณแก้ปัญหาปุ๊บแม่งผิด เสียหาย มีคนเจ๊ง มีคนเสีย แก้ปัญหาอีกที เสียหายอีกแล้ว ครั้งที่สามเนี่ยคุณมั่นใจเลยว่าคุณแก้ปัญหาด้วยวิธีเดียวกับที่คุณผิดไปสองทีเนี่ยมันถูกแน่ ถ้าคุณไปเสียใจกับมันคุณจะไม่ตัดสินใจมาทางนี้อีกเลย เพราะคุณรู้สึกว่า เดี๋ยวแม่งคงผิดอีก คุณต้องกล้าพอที่จะไม่สนใจสองครั้งนั้น เพราะปัจจัยครั้งแรกกับครั้งที่สอง เวลา ข้อมูลที่ผมได้ ไม่เหมือนกัน ครั้งนี้ผมก็จะตัดสินใจอย่างนี้อีก เพราะเหตุมันมาอีกแบบแล้ว แล้วคราวนี้จะถูก

แต่ถ้าคุณปอด เสียใจกับสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว แก้ปัญหาไปแล้วมันผิด คุณก็จะไม่กล้าแก้ปัญหา แล้วคุณก็จะกลายเป็นคนที่หดลงเรื่อยๆ ไม่อยากจะแก้อะไรทั้งสิ้น แต่ถ้าตัดสินใจผิดเราก็ต้องยืดอกรับด้วยนะ ไม่ใช่ไปโทษลูกน้องว่าให้ข้อมูลมาผิด

 

เวลาเจอกับเรื่องยากๆ เคยคิดว่าไม่อยากทำต่อ หรือเสียกำลังใจบ้างไหม

มีนะ เหนื่อย ท้อ แต่ไม่เคยถอยนะ ท้อถอยไม่มี ท้อก็ท้อ แต่กูไม่ถอย(หัวเราะ) กูก็ลุยไป คือพี่เป็นนักเจรจา คุณสมบัติของพี่คือนักเจรจา นักคิด นักพูด ให้คนเข้าใจ เพราะฉะนั้นถ้าพี่คิดแล้ว พี่เชื่อว่ามันจะเกิด เราก็ต้องพยายาม Convince ให้คนเขาสนใจในจุดนี้ แล้วก็ให้เขาเชื่อเหมือนเราเชื่อ พี่ยึดหลัก 5A

1. Awareness
2. Acknowledge
3. Appreciate
4. Admire
5. Advocate

สี่ตัวแรกอยู่ในหัวสมองหมดเลย Awareness รับรู้แล้ว  Acknowledge เหมือนกับรับทราบ เข้ามาใกล้ตัวนิดนึง  ถ้าเป็น Appreciate เริ่มชื่นชม  Admire นี่เรียกว่าบูชาเลย  Advocate คือเริ่มลงมือ คือไม่ว่าจะทำอะไรเนี่ย พี่ก็ต้องทำให้คน Aware จนมาถึง Admire ให้ได้ ถ้าเมื่อไหร่ Admire แล้วเนี่ย บางครั้งไม่มี Incentive อะไรเขาก็ทำ เหมือนเราเชื่อในอะไรลึกๆ สักอย่าง เราก็จะทำโดยที่ไม่มีใครมาบังคับ แต่มันต้อง Develop มาจากการที่เราต้อง Appreciate ก่อน เราต้อง Acknowledge แล้วเราต้องรู้จักมันมาด้วยการ Awareness มันต้องทำให้ใครสักคนรู้ก่อนจนไปถึง Admire

เหมือนกับนักธุรกิจที่ต้องการจะสร้างธุรกิจขึ้นมา เหมือนพวก Start Up ต้องมี Passion นะ คืออยากอย่างจริงใจที่จะทำ บางทีมี Passion แต่คุณสื่อสารไม่เป็น คุณก็สร้างความเชื่อของคุณต่อคนอื่นไม่ได้ คุณ Raise Fund ไม่ได้ คุณหาเพื่อนร่วมงานไม่ได้ ก้าวถัดจากนั้นอีกคุณขยายตัวไม่ได้ บางทีคุณเชื่อคุณเอง คุณลงทุนเอง เสร็จแล้วคุณจะขยายตัวคุณก็ต้องพึ่งคนอื่นอยู่ดี โลกมันจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ คุณก็ต้องมีหน้าที่ที่คุณจะไปสร้าง Passion ออกไปให้ทุกคนรู้ว่า Passion ของคุณมันสุดยอดเลยว่ะ ชอบว่ะ Admire ชื่นชมมาก บูชาเลย ความคิดนี้สุดยอด ลงเงินด้วยได้ไหมก็คือ Advocate


สิ่งที่เป็น Passion ในตอนนี้คืออะไร

พี่คิดว่า Passion ในตอนนี้ของพี่คือการคืนสิ่งดีๆ ให้กับโลกนี้ พี่อยากทำในทุกรูปแบบ ให้ความรู้อันนี้ชัวร์ สร้างธุรกิจใหม่ๆ ให้น้องๆ  เอาไปทำ พี่ตั้งบริษัทชื่อขายความคิด มีความคิดอยู่ในนั้นเต็มเลย พร้อมกับวิธีทำงานด้วยนะ ความคิด Business Model  Size ของ Business แล้วก็ Target ลูกค้าเป็นยังไง
แต่ว่าทำเองไม่ไหวหรอก แก่แล้ว ก็เลยเอาความคิดนี่ไปขายให้กับพวกลูกคนรวยทั้งหลาย

 

มองเห็นปัญหาอะไรในประเทศไทย ถึงมี Passion อยากส่งต่อความรู้และพัฒนาธุรกิจ

พี่คิดว่าเราต้องคืนประโยชน์ให้กับประเทศ เราเอ็นจอยกับมันมาจนคนเคารพนับถือเยอะแยะ มีคนชอบเยอะ
มีคนฟังเยอะ สมมติเรารีไทร์แล้ว เราไม่สนใจใครแล้ว ไปอยู่ในไร่ในป่ามันก็คงได้แหละ แต่มันก็ไม่ได้คืนประโยชน์ให้ใคร พี่มองว่าคนมันสุดยอดอยู่แล้ว คนเป็นคนคิดเรื่อง Robot คิดเรื่องคอมพิวเตอร์
ถามว่าเชื่อไหมวันนึงพวก Robot 
จะมาเก่งกว่าคน ก็เชื่อ แต่ทุกวันนี้พี่ก็ว่าคน Amazing ที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าสามารถที่จะช่วยให้คนมันพัฒนาตัวเองไปได้ในมุมใดมุมหนึ่งพี่อยากทำที่สุด นั่นคือ Passion ของพี่ มันไม่ใช่เรื่องอาชีพแล้ว พี่ถึงพยายามสร้างหลักสูตร 2morrow Scaler ที่ทำร่วมกับ 2morrow Group ก็เพราะว่าหลักสูตรนี้มันช่วยคนกลุ่มนึงให้ขยายตัวได้

 

โปรเจกต์ 2morrow Scaler คืออะไร

โปรเจกต์นี้มาจากป้อม 2morrow Group  บอม Durian และพี่เป็นนักสร้างหลักสูตร เพราะพี่สร้างมาหลายตัว ทุกคนก็มีความคิดเดียวกัน ก็มานั่งคุยกันว่าถ้าเราจะมีหลักสูตรอะไรสักอย่าง ซึ่งช่วยคนแต่ว่าโฟกัสสักนิดนึงว่ามีประโยชน์ด้านไหนชัดๆ แล้วมันต่างจากหลักสูตรอื่นคืออะไร เพราะว่าหลักสูตรมันเยอะ พี่ก็บอกว่าพี่ทำศูนย์ C asean อยู่ พี่สัมผัสกับความเป็น International ค่อนข้างเยอะ เพราะมันเป็น Asian World แล้วเห็นเลยว่าพวก Entrepreneur พวก Startup เขามันเป็น Startup ที่ Innovation แต่ของเรามันเป็น Startup ที่เอาของเก่ามาทำให้ดีขึ้น คือมันไม่มีไอเดียของตัวเองเท่าไหร่ พี่ก็เลยมองว่า อย่างน้อยมันน่าจะทำให้คนไทยรู้จักว่าการที่เขาจะขยายตัวไปสู้กับใครในต่างประเทศ มันต้องมีวิธีคิด มันต้องมีช่องทาง มันต้องมีความเข้าใจถึงองค์ประกอบของความสำเร็จทั้งหมดในธุรกิจทั้งหมดของเขามากกว่าแค่มี Passion

สมมติ Passion ของคุณอยากเป็นนักดนตรี คุณก็จะบ้าบออยู่กับความเป็นนักดนตรีของคุณโดยที่คุณไม่สนใจอะไรเลย ขนาดหาลูกค้ายังไม่เป็นเลย จะไปเล่นให้ใครฟังยังไม่รู้เลย แต่กูชอบ มันไม่พอไง พี่ก็เลยลองคุยกันสามสี่คนว่าเรามาลองตั้งหลักสูตรสักอันนึง Aiming ของมันคือว่าให้มันออกไปนอกประเทศ ขยายตัวออกไปนอกประเทศให้ได้ เพราะประเทศไทยไม่ใช่จุดที่ควรจะอยู่อีกต่อไป ไม่ได้แปลว่าไม่ดี แต่ถ้าคุณอยู่ในประเทศดื้อๆ เนี่ย พอความเป็น Asian มันเปิด ผมใช้คำว่าประตูบานสวิงคือคุณไม่สวิงออกไป ก็มีคนสวิงเข้ามา พอมันสวิงเข้ามา คุณก็บอกคุณอยู่บ้านดีๆ มันเจ๊งได้ไงวะ เจ๊งดิ เพราะคุณไม่มีความรู้สึกว่าคุณต้องต่อสู้อะไรกับพวกอินเตอร์

ก็เลยมองว่า หลักสูตรนี้ มันจำเป็นที่จะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อให้เกิดพลังของความคิด เพื่อให้รู้สึกว่าอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ต้องขยาย ขยายในประเทศใม่ได้ต้องขยายไปนอกประเทศเลย เพราะมันคือนิสัยที่คนไทยไม่ค่อยมี ก็เลยอยากจะปั้นนิสัยนี้ขึ้นมา เราถึงใช้คำว่า 2 Morrow Scaler Beyond Frontier หลักสูตร Scale Up ธุรกิจ

 

วิทยากรแต่ละท่านโปรไฟล์ดีมาก มีการคัดเลือกวิทยากรในหลักสูตรนี้อย่างไร

เราอยากได้คนที่มีธุรกิจนอกเหนือจากประเทศเขาไปแล้ว มาเป็นวิทยากร และที่เราเลือกมาทั้งหมดนี่ใช่หมด
ยกเว้นพวกนักกฎหมาย แต่นักกฎหมายคือเขาต้องรู้เรื่อง International Law  แล้วเราจะมีเรื่องสไตล์การเรียนด้วย ทุกครั้งหลักสูตรคือไปอยู่ที่ตึกๆ นึง ห้องๆ นึง แล้วก็มาเรียน 13-15 ครั้ง แล้วก็มีปาร์ตี้
ของเราไม่เอาดีกว่า 
เราเปลี่ยนใหม่ เราใช้คำว่าบุกถ้ำมังกรเลยแล้วกัน Dragon’s Den Trip หรือ DDT
เราอยากเรียนรู้คนที่มันอินเตอร์มากๆ  เช่น Air Asia เราไปหาเขาเลย แล้วไปคุยที่นั่น
ถ้าเป็นคนของเมืองไทยเช่น คุณทศ จิราธิวัฒน์ กลุ่ม Central เขาก็ไปแล้ว เขาไปซื้อนู่นซื้อนี่ในต่างประเทศ พวกนี้เขา Practice แล้ว เขาสำเร็จแล้ว

เราอยากให้น้องๆ ที่มาเข้าเรียนได้เรียนรู้ถึงวิธีที่เขาสำเร็จ ไม่ได้ต้องการเห็น Vision อะไรเขานะ ให้เขาเล่าย้อนหลังว่าวันนั้นที่เขาคิด เขาคิดยังไง เจออุปสรรคอะไรในวันนั้น วันนี้ถึงสำเร็จแบบนี้  น้องๆ ที่มาเรียนก็จะรู้ว่าอ้าวค่ายนี้เวลาเขาบุกเขาเจอแบบนี้ เขาคิดแบบนี้ เขา Convince บอร์ดแบบนี้  Air Asia ทำอะไรมา GMO ญี่ปุ่นทำอะไรมา ถ้าคนสนใจเรียนแล้วไปเสิร์ช Google ว่า GMO จะตกใจ ธุรกิจเขาเป็นระดับ Trillion เป็นระดับล้านล้านบาท ซึ่งมาจากคำว่า Global Marketing Online โตมาจากเกมเมอร์ แล้วค่อยๆ เข้ามาในโลกของ Stock Market เทรด FX  ทำ Bitcoin ทำ Crypto เข้ามาเปิดโบรกเกอร์ในเมืองไทย
เป็น e-broke เจ้าแรกในประเทศไทย พี่โชคดีได้เป็นประธานเขา พอเป็นประธานก็ต้องไปเรียนรู้สิว่า
Mr. Kumagai อายุ 53 ปีเอง ตอนทำมา 10 ปีที่แล้วยังบ้าเกมอยู่เลย แล้วทำไมถึง Global
คิดอะไรถึงเติบโตได้แบบนี้ ต้องไปฟังความคิดเขา

วิทยากรแต่ละคนที่มาสอน ไม่ใช่เป็นเพราะเขาว่างนะ และไม่เป็นเพราะเขาต้องการจะมาพูด พวกนี้ต้องขอร้อง ช่วยหน่อย คุณเติบโตแล้วคุณช่วยแบ่งปันให้คนอื่นหน่อย มันเป็นหน้าที่ ตอนพี่ชวนเขาพี่บอกเลยว่ามันเป็นหน้าที่ของคุณนะ ที่คุณจะต้องบอกเล่าให้น้องๆ มันฟังว่าคุณคิดแบบนี้ คุณทำแบบนี้ มันถึงโต น้องมันจะได้มีโอกาสโต เป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่จะชวนวิทยากรได้ขนาดนี้

 

หลักสูตรนี้เหมาะกับใครบ้าง

ไม่มีเรื่องอายุเลยนะ พี่ยังอยากได้คน 55-60 ปี แต่เป็น CEO ที่ยังพอมีแรง แต่ธุรกิจยังไม่เติบโตมาก อยากจะให้มาพร้อมลูกยังได้เลย จริงๆ เราอยากให้แม่มากับลูก พ่อมากับลูกยังได้เลย เพราะว่าทั้งคู่จะได้มานั่งคุยกันแล้วบอกเฮ้ย มันโตกันอย่างนี้เองเหรอ เพราะฉะนั้นพี่มองว่าคนที่ทำธุรกิจแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จในการขยายธุรกิจออกไปนอกประเทศต้องมา สองคือคนที่ไม่เคยคิดเลยว่าอยู่ในประเทศเราแล้วมันจะเละได้ยังไงต้องมา เพราะว่าจะมีคนอื่นมาบุก คำว่า Beyond Frontier ไม่ได้แปลว่าผมบุกคุณคนเดียวนะ คนอื่นมันก็มาบุกเราด้วย คนกลุ่มนี้ที่คิดว่าน่าจะมาเรียนรู้ ก็คือนักธุรกิจที่ธุรกิจของตัวเองเนี่ย มีโอกาสในการขยายตัว เหมาะกับทุกอุตสาหกรรม

 


หลักสูตร : 2MORROW SCALER
Beyond Frontier

รับสมัครแล้ววันนี้ (1st come, 1st served)

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.2morrowscaler.com
สมัครออนไลน์ได้ที่ : http://bit.ly/2EplIY1
VTR ที่เกี่ยวข้อง : http://bit.ly/2Eqzj1g
หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 2morrow Scaler Team
มือถือ : 061-549-0666 / 082-669-5000 และ 086-360-5555

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :