UCL Final ฉบับ Kyiv 2018

399

UCL Final ฉบับ Kyiv 2018

<ที่มา: Fabrice Coffrini/AFP/Getty Images>

อีกไม่กี่วันก็จะถึงการชิงชัยของสองสโมสรฟุตบอลจากยุโรปที่ได้ชื่อว่า “ดีที่สุด” และ “ยอดเยี่ยมที่สุด” ในฤดูกาล 2017-2018 กันแล้วนะครับ

โดยสังเวียนในรอบชิงของปีนี้นั้น ถูกกำหนดไว้ที่สนาม “เอ็นเอสซี โอลิมปีสกี้” ณ ใจกลางกรุงเคียฟ เมืองหลวงของประเทศ ยูเครน

สองทีมที่จะเข้าชิงชัยกันในปีนี้นั้น อย่างที่เราได้รับรู้กันแล้วว่า จะเป็นสองทีมจากสองประเทศ ที่มีเกมรุกที่ดุดันที่สุดในการแข่งขันในฤดูกาลนี้

ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) ปะทะ เรอัล มาดริด (สเปน)

เส้นทางของทั้งสองทีมกว่าที่จะผ่านเข้ามาพบกันเองได้ในรอบชิงชนะเลิศนี้ ก็นับได้ว่าสมศักดิ์ศรีของการเป็นคู่ชิงประจำปีนี้ เพราะต่างก็ผ่านคู่แข่งระดับสุดยอดกันมาแล้วทั้งคู่ และต่างก็ฝ่าฟันกันมา จนได้มายืนหยัดประจันหน้ากันในท้ายที่สุด

และก่อนที่จะถึงนกหวีดเป่าเริ่มการแข่งขันในวันที่ 26 พฤษภาคม 2561 นั้น ทาง GuAwesome x PJBJ ก็อยากจะนำเสนอ พรีวิว สั้นๆ ฉบับอ่านแล้วสามารถเชียร์กันได้แบบถึงอินเนอร์ กันไว้ ณ ที่นี้เลยครับ

ลิเวอร์พูล

<ที่มา: SL International/UEFA Champions League>

เข้าสู่รายการนี้ ในฐานะทีมอันดับ 4 ของพรีเมียร์ลีก ซึ่งต้องฝ่าฟันกันมาตั้งแต่รอบคัดเลือกของรายการ ที่พวกเขาเอาชนะ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ทีมคนหนุ่มไฟแรงแห่งบุนเดสลีกาเยอรมันไปได้แบบไม่ยากเย็น ก่อนจะเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม ในกลุ่ม E ร่วมกับทีมแกร่งเจ้าพ่อบอลถ้วยจากแดนกระทิงอย่าง เซบีญ่า ซึ่งพวกเขาก็สามารถผ่านเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มแบบไม่แพ้ใครไปได้สำเร็จ

ลิเวอร์พูลอาจจะไม่ใช่ทีมเต็งแชมป์สำหรับรายการนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม แต่เมื่อเข้าสู่รอบน็อคเอาท์เป็นต้นมา พวกเขาก็เริ่มฉายแววของทีมม้ามืดและกลายเป็นทีมที่ทุกคนต้องจับตามองในทันที เมื่อพวกเค้าจัดการเอาชนะ ปอร์โต้ ทีมแกร่งจากโปรตุเกส ไปด้วยสกอร์รวม 5-0 จากการลงเล่นสองนัด ก่อนที่จะผ่านเข้าไปถล่ม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมระดับเต็งแชมป์ของรายการเพื่อนร่วมชาติไปด้วยสกอร์รวมถึง 5-1 และนั่นทำให้ การเจอกับ โรม่า ในรอบ 4 ทีมสุดท้าย ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลสำหรับพวกเขาอีกต่อไป และพวกเขาก็ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ตามที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์ไว้ หลังจากเห็นฟอร์มในการเล่นกับทีมแกร่งอย่างเรือใบสีฟ้าในรอบก่อน

จุดเด่นของลิเวอร์พูลชุดนี้ก็คือเกมรุกที่รวดเร็ว ดุดัน และเต็มไปด้วยอันตราย แนวรุกทั้ง 3 คนอันประกอบไปด้วย ซาดิโอ มาเน่, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และ โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ เล่นเข้าขารู้ใจกันราวกับเป็นพี่น้องแฝดสาม และเมื่อมาประกอบกับผู้เล่นแดนกลางและแนวรับที่วิ่งได้ไม่มีหมดอย่าง เจมส์ มิลเนอร์, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ เวอร์จิล ฟานไดค์ ทำให้พวกเขาเอง กลายเป็นทีมที่ใครก็จะประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะกับฟอร์มการเล่นสุดร้อนแรงของ “The Prince of Egypt” อย่าง โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ ที่เวลานี้ เอาช้างมาฉุดก็คงไม่อยู่ ก็นับว่า พวกเขาคู่ควรเป็นอย่างยิ่ง กับการเป็นผู้ท้าชิงถ้วยบิ๊กเอียร์ในปีนี้

เรอัล มาดริด

<ที่มา: Onze Mondial/Archive>

ราชันย์ชุดขาวแห่งสเปน ถือเป็นราชันย์แห่งถ้วยยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ที่แท้จริง หลังจากผ่านเข้าชิงเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน และหากนับในรอบ 5 ปีหลังสุด นี่นับเป็นครั้งที่ 4 แล้ว ที่พวกเขาผ่านเข้ามาถึงในรอบนี้ และใน 3 ครั้งก่อนหน้านี้นั้น พวกเขากวาดแชมป์มาได้ครบทั้ง 3 ครั้ง และลงเล่นในฤดูกาลนี้เพื่อป้องกันแชมป์ในฐานะ แชมป์เก่า

เส้นทางของพวกเขาในปีนี้นั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแม้แต่น้อย หากแต่เต็มไปด้วยขวากหนาม และเป็นประเภทเสี้ยนตำฝังลึก เพราะนอกจากจะต้องปะทะกับทีมแกร่งอย่าง ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ส และ ดอร์ทมุนด์ ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มที่พวกเขาผ่านมาได้ในฐานะรองแชมป์กลุ่มแล้ว พวกเขายังต้องหลุดเข้าไปเจอกับทีมระดับพระกาฬทั้งนั้นในรอบน็อคเอาท์

ไล่มาตั้งแต่การพบกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่ลงทุนมหาศาลไปกับการคว้าตัว เนย์มาร์ จูเนียร์ และ คีเลี่ยน เอ็มบั๊ปเป้ มาเพื่อหวังคว้าแชมป์รายการนี้ แต่ก็ไปไม่ถึงไหน เมื่อพ่ายแชมป์เก่าไปแบบหมดรูปถึง 5-2 จากนั้นเรอัล มาดริด ก็ผ่านไปเจอกับศัตรูเก่าเขี้ยวลากดินอย่าง ยูเวนตุส ที่ทีมราชันย์ชุดขาวเอง ต้องอาศัยจุดโทษในช่วงทดเวลาบาดเจ็บในนัดที่สองของคริสเตียโน่ โรนัลโด้เพื่อยิงแซงเข้ารอบ ก่อนจะไปพบกับ “เสือใต้”บาเยิร์น มิวนิค อีกหนึ่งเต็งแชมป์ ในรอบ 4 ทีมสุดท้าย ที่พวกเขาสามารถเอาชนะผ่านเข้ารอบไปได้ด้วยสกอร์รวม 4-3

ความน่ากลัวของเรอัล มาดริดในรายการนี้ก็คือ ไม่ว่าพวกเขาจะมีฟอร์มการเล่นที่ย่ำแย่ หรือน่าผิดหวังแค่ไหนในการลงเตะรายการอื่น แต่เมื่อลงเล่นในรายการนี้เมื่อไหร่ พวกเขาจะเหมือนเปลี่ยนเป็นอีกคนที่มีพลังและแรงขับอันมหาศาลในการไล่บี้เอาชนะคู่แข่ง โดยเฉพาะกับสตาร์หมายเลข 7 ของพวกเค้า “CR7”คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เอง ที่ดูจะถูกโฉลกกับรายการนี้เอามากๆ หลังจากยิงไปแล้วถึง 15 ประตูในฤดูกาลนี้ นำเป็นดาวซัลโวประจำรายการแบบเดี่ยวๆ ไม่มีใครตามทันเลยทีเดียว

จากบทนำที่กล่าวมาทั้งหมด ก็นับว่าแมทช์นี้นั้น นอกเหนือไปจากความสำคัญในระดับการชิงแชมป์สโมสรฟุตบอลยุโรปรายการใหญ่ที่สุดประจำปีแล้ว ความสนุกของมันก็น่าจะอยู่ในระดับ 5 ดาว บล็อคลัสเตอร์เลยก็ว่าได้นะครับ

ยิ่งเมื่อเราเอาไปรวมกับสถิติที่ว่า นี่จะเป็นการลุ้นถ้วยรางวัล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก สมัยที่ 5 ของโรนัลโด้เอง ซึ่งถ้าหากเขาทำได้ ก็จะนับเป็นนักฟุตบอลคนแรกที่ทำได้ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ บวกกับความคาดหวังว่านี่จะเป็นเวทีในการดวลแข้งกันระหว่าง โมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ นักเตะว่าที่ผู้ท้าชิง บัลลง ดอร์ 2018 กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เจ้าของรางวัลคนปัจจุบันเองแล้ว แมทช์นี้จึงนับว่า พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงสำหรับคอฟุตบอลทั้งหลาย

ผลการแข่งขันจะออกมาเป็นอย่างไร?

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่จะถูกจารึกโดยใคร?

วันที่ 26 พฤษภาคม นี้ เราจะได้รู้กันแน่นอนครับ

<ที่มา: VPN Sports/Blog>

By: GU Awesome x PJBJ

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :