รีวิว Ant-Man and the Wasp: ตัวจิ๋วแล้วไง.. หัวใจเราใหญ่ก็พอ

รีวิว Ant-Man and the Wasp : ตัวจิ๋วแล้วไง.. หัวใจเราใหญ่ก็พอ
[**No Spoil ไม่เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ ]

ซูเปอร์ฮีโร่.. ในบางครั้งไม่จำเป็นมีพลังพิเศษมาตั้งแต่เกิด
แต่เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่มีใจอยากจะปกป้องใครสักคนก็เพียงพอ”

ในวัยเด็กเราทุกคนมักมีฮีโร่ในดวงใจของตนเองกันทุกคน และมักจินตนาการว่าตัวเองนั้นได้เติบโตขึ้นมาเป็นซูเปอร์ฮีโร่แบบนั้นบ้าง ด้วยใจที่ปรารถนาอยากจะ “ปกป้อง” ผู้คน แต่เมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ได้พบกับโลกแห่งความเป็นจริงว่าเราทุกคนไม่ได้มีพลังพิเศษ เป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา ความฝันของเด็กน้อยก็เลือนรางลงไปตามกาลเวลา..

แต่ก็เป็นกาลเวลาเช่นกัน ที่ทำให้เราได้พบว่าจริงๆ แล้วฮีโร่ไม่จำเป็นต้องมีพลังพิเศษใดๆ นอกจากหัวใจที่ “รัก” เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดังเช่นพี่น้องชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งหลาย ที่เสียสละมาร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือเด็กๆ และโค้ชทั้ง 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง พวกเขาพิสูจน์แล้วว่า “ซูเปอร์ฮีโร่” ไม่จำเป็นต้องมีพลังวิเศษใดๆ เลย

และในโลกของ Marvel ก็เช่นกัน.. มีฮีโร่หลากหลายคนที่ลืมเลือนความฝันในวัยเด็กนั้นไปแล้ว และถูกจุดประกายด้วยอะไรบางอย่างทำให้พวกเขาจับพลัดจับผลูมาเป็นผู้พิทักษ์โลกอย่างเช่นทุกวันนี้ ตั้งแต่ Ironman ที่ได้มาเป็นฮีโร่เพราะถูกลักพาตัว จึงใช้ความรู้และเม็ดเงินเนรมิตชุดเกราะสุดแกร่งขึ้นมา หรือ Black Widow อดีตสายลับหญิงรัสเซีย ที่ถูกเลี้ยงประดุจโรงงานผลิตสายลับ ชีวิตก็ได้รับโอกาสและพลิกผันมาเป็นฮีโร่เช่นกัน และในหนังเรื่องนี้ก็มีผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ได้รับโอกาสนั้น โอกาสที่จะได้เป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีชื่อว่า Ant-Man

โอกาสสร้างฮีโร่?

“สก็อตต์ แลง” (พอล รัดด์) เองก็เป็นฮีโร่ที่มาจากมนุษย์กากๆ คนหนึ่ง #แถมยังเคยติดคุกมาแล้วด้วย !! แต่เราทุกคนย่อมเคยผิดพลาด และควรได้รับโอกาสที่สอง และเมื่อสก็อตต์ได้รับโอกาสนั้น เขาก็สามารถเปลี่ยนมันมาเป็นสิ่งดีๆ ให้โลกอย่างการเป็นฮีโร่ได้เช่นกัน และด้วยความที่เป็นคนธรรมดาของเขานี่แหละ ทำให้เขาเป็นฮีโร่ที่ดูแล้วเข้าถึงใจคนดูมากกว่าฮีโร่คนไหนๆ คนหนึ่งเลย…

นับเป็นความท้าทายสำหรับการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Ant-Man ฮีโร่ตัวจิ๋ว ที่แบกความคาดหวังอันใหญ่ยิ่งเอาไว้.. เพราะภาคแรก Ant-Man (2015) ทำไว้ดีเกินความคาดหมายมาก จนทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าภาค 2 จะออกมาเป็นอย่างไร มุกย่อส่วนขยายส่วนที่เคยตื่นตาตื่นใจในภาคแรกนั้นยังจะว้าวอยู่ไหม

อีกทั้งที่ผ่านมาหนังจาก Marvel ในภาค 2 นั้น มักจะ “แป้ก” มากกว่า “ปัง” เพราะไม่สามารถสลัดภาพเก่าๆ ที่เคยทำให้คนดูหลงรักในภาคแรกไปได้ จึงทำให้เหมือนนำหนังม้วนเดิมมาฉายใหม่โดยเปลี่ยนแค่เนื้อหาเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็น Ironman 2 (2010 ) , Thor: The Dark World (2013) หรือแม้กระทั่งหนังรวมฮีโร่อย่าง Avengers 2 : Age of Ultron (2015) ก็ทำออกมาเรียกเสียงยี้~ ได้เยอะมาก มีเพียง Captain America: The Winter Soldier (2014) เท่านั้นที่สอบผ่านได้ใจคนดูไป

กลับมายืนยันความเหนือชั้น

เมื่อมาถึงคราวของฮีโร่ตัวจิ๋ว แต่หัวใจไม่จิ๋วอย่าง Ant-Man ที่ภาคนี้ได้คู่หูดูโออย่าง The Wasp มาช่วยเพิ่มดีกรีความสนุก ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายอีกครั้ง บอกเลยว่า GU Awesome ชื่นชอบมากกว่าภาคแรกด้วยซ้ำ หรือพูดได้ว่าเป็นหนังภาค 2 ของ Marvel ที่เราชอบมากที่สุดพอๆ กับ Captain America: The Winter Soldier เลยทีเดียว

หนังมีความสนุก และน่าสนใจโดยที่กลิ่นอายและเสน่ห์จากภาคแรกยังอยู่ครบ และยังคงจุดแข็งของตัวเองไว้ได้อย่างดีเยี่ยม แต่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอให้แปลกใหม่น่าสนใจยิ่งขึ้น เช่น จากเดิมที่เราเคยรู้สึกว้าวกับการย่อขนาดตัวของฮีโร่ตั๋วจิ๋ว หนังเลือกที่จะให้เวลากับจุดนี้น้อยลงและเพิ่มมูลค่าของตัวเองในมุมอื่นๆ ที่ในภาคแรกทำได้เพียงแตะๆ เอาไว้อย่างบทของ “แฮงค์ พิม” (ไมเคิล ดักลาส) อัจฉริยะตัวพ่อแห่งจักรวาล Marvel ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดและเป็น Ant-Man คนแรกด้วย

ซึ่งแม้ว่าบทของ “แฮงค์ พิม” จะโดดเด่นเพียงไร แต่หนังก็ยังคงทำได้ดีในเรื่องของการกระจายบทบาทความสำคัญให้กับตัวละครอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม ไม่มีใครโดดเด่นเกินใครเลย

ส่วนบทตัวร้ายที่เป็นจุดอ่อนของหนังซูเปอร์ฮีโร่แทบทุกเรื่อง.. เรื่องนี้ก็เป็นจุดอ่อนเหมือนกันนั่นแหละครับ #ฮา  “โกสต์” (ฮันนาห์ จอห์น-คาเม็น) นางมีความสามารถในการเคลื่อนที่ผ่านทุกอย่างบนโลกนี้ได้ เปรียบเสมือนผีตนนึงเลยก็ว่าได้ ทำให้คู่หู Ant-Man และ The Wasp จะเตะต่อยกันอย่างไรก็ทำอันตรายเธอไม่ได้ เป็นตัวร้ายที่มีพิษสงเหลือร้ายมากๆ ตัวหนึ่งเลย

แต่ในด้านของความวินาศสันตะโรต่อโลกเรานั้นถือว่าเล็กน้อยมาก ซึ่งหนังก็ชดเชยด้วยมิติของตัวละครตัวนี้แทน เธอมีเหตุผลบางอย่างของเธอ และปูมหลังของความร้ายกาจนั้นก็มีที่มาที่ไปน่าเห็นใจทีเดียวในจุดนี้พอให้อภัยคนเขียนบทได้ #สวยด้วย #อะไรก็ยอมเธอ

ฮาได้ไม่ยั้งอย่างมีชั้นเชิง

อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Ant-Man ในภาคแรกนั้นครองใจผู้ชมส่วนใหญ่ได้ก็คือ “มุกตลก” ซึ่งเราเองก็กังวลมากว่าหนังจะทำอย่างไรให้เราไม่รู้สึกว่ามุกมันเก่าไปแล้ว และหนังก็ทำได้!! ที่สำคัญคือหนังคงเอกลักษณ์ของตัวเอง ยังเป็นมุกตลกสไตล์เดิม เพิ่มเติมคือจังหวะการรับส่งมุกดีมาก ไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดเลยแม้แต่น้อย ถือเป็นการยืนยันว่ามุกดีถ้ามาถูกจังหวะก็ปัง แต่ถ้ามีผิดเวลาก็อาจจะพังได้

และเช่นเดิม ตัวแย่งซีนประจำเรื่องยังคงเป็นเพื่อนคนสนิทของพระเอกอย่าง “ลูอิส” (ไมเคิล พีน่า) กลับมาในภาคนี้ก็มาแบบเจ๋งกว่าเดิมเช่นกัน จากเดิมที่เราไม่ค่อยชอบมุกพล่ามยาวๆ ของพี่แกในภาคก่อนเท่าไหร่นัก ในภาคนี้หนังเอามุกเดิมมาขยี้อีกครั้ง แต่ใส่มาถูกจังหวะมากกว่าเดิม จนซื้อใจได้เลย ยิ่งช่วยขับเคลื่อนให้หนังเรื่องนี้สนุกมากยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างที่เรารู้กันมาตั้งแต่ในภาคแรกว่าทั้ง Ant-Man และ The Wasp สองคนแอบมีใจให้กันอยู่นะจ๊ะ แต่แฮงค์ พิม ไม่รู้บ้างเลย อีกทั้ง The Wasp หรือ “โฮป”  (เอแวนเจไลน์ ลิลลี่) ยังเป็นผู้ฝึกสอนทักษะการต่อสู้ให้ “สก็อตต์” เป็น Ant-Man ในภาคแรก จึงทำให้ทั้งคู่มีความเข้าขากันเป็นอย่างดี แต่หนังก็ไม่ได้ชูเรื่องของทีมเวิร์กในการต่อสู้มากนัก เพราะตัวร้ายมันก็เก่งเกินไป .___. แต่เล่นประเด็นในเรื่องของความ “เชื่อใจ” กันมากกว่า ซึ่งทั้งคู่ไว้ใจและเชื่อใจกันอย่างสุดหัวใจจนทำให้ภารกิจสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

อีกประเด็นที่หนังสื่อความเป็นคนธรรมดาของ Ant-man ได้ดีมากๆ คือเรื่องของ “ความไม่เอาไหน” ของเขา หลายๆ การกระทำชวนส่ายหน้าและเอือมระอาในสายตาหลายๆ คน แต่ก็เชื่อว่าถ้ามองลงไปลึกๆ แล้ว ทุกคนคงเข้าใจพระเอกคนนี้ของเราดี เพราะด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้เขาตัดสินใจแบบนั้น เช่นเดียวกับในชีวิตคนเรา ที่บางครั้งการกระทำของเรามันอาจดูงี่เง่า แต่ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตัวเองต่างความสำคัญกันไป..

โดยภาพรวมแล้ว Ant-Man and the Wasp เป็นหนังที่ดูสนุกผ่อนคลาย และให้แง่คิดมากเลยทีเดียวครับ ตบหน้าเราดังป้าบ !! ที่เผลอสบประมาทคิดไปว่าภาคสองมันจะรอดเร้อออออ

Ant-Man and the Wasp  ถือเป็นหนังที่มีบทบาทสำคัญมากในจักรวาล Marvel เพราะจะตอบคำถามคาใจให้แฟนๆ ว่าใน Avengers: Infinity War นั้น Ant-Man หายไปไหน อีกทั้งยังชวนให้ลุ้นว่า จะมีบท มีไอเทมเจ๋งๆ อะไรที่จะปูทางไปยัง Avengers 4 ที่จะเข้าฉายในปี 2019 อีกด้วย เรียกได้ว่าถ้าเป็นแฟนหนัง Marvel ตัวยง
บอกเลยว่า “ต้องดู” เท่านั้น

และแน่นอนว่าถ้ายังเป็นแค่คนดูหนังขาจรที่ไม่เคยดูหนัง Marvel มาก่อน ก็ไม่แนะนำให้เข้าไปดูแบบใส ๆ โดยไม่รู้อะไรเลยครับ เพราะมันจะทำให้งงในหลายๆ จุดและเสียอรรถรสไปเยอะ ระหว่างดูจะมีคำถามเยอะแยะผุดมามากมายเต็มหัวไปหมด

แล้วถ้าอยากดูจริงๆ ล่ะ !!! ต้องไล่ดูหนัง Marvel หมดเลยไหม !!! คำตอบคือ “ไม่จำเป็นครับ” ถ้าจะปูพื้นให้รู้เรื่องในเนื้อหาภาคนี้ มีหลักสูตรแบบเร่งด่วนที่จะแนะนำคือ Ant-Man (2015) และ Captain America: Civil War (2016) แค่เพียงสองเรื่องเท่านั้น เท่านี้ก็จะเข้าไปดู Ant-Man and the Wasp  ได้อย่างสบายใจแล้วครับ

ส่วนแฟนตัวยงดูได้สบายหายห่วง.. แต่ใครที่มีแฟน มีเพื่อนที่เล็งไว้ว่าจะพาไปดู ก็ทำการบ้านกันก่อนไปดูหน่อยละกันครับ ว่าคนที่คุณพาไปด้วยนั้นรู้เรื่องราวในภาคอื่นๆ มากน้อยแค่ไหน จะได้ดูหนังกันอย่างสนุกสนานมากขึ้นกันนะจ๊ะ ^_____^

 

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
อังกูร อังกุรพิบูล

ฟร้อนท์ ไม่ใช่นักดูหนังตัวยง แต่กระหายการเสพสาระจากหนัง อาจไม่ถึงขั้นต้องเก็บมาคิด หรือเป็นคติการใช้ชีวิต

แต่เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ และไม่เคยเลือกว่าชอบหนังแบบไหน เพราะดูได้ทุกแนว และดูทุกอาทิตย์

ปัจจุบัน ฟร้อนท์ เป็นเจ้าของนามปากกา “ก็แค่คนชอบดูหนัง” มีเพจเป็นของตัวเอง

ส่วนอนาคตอาจอยากมีหนังของตัวเองสักเรื่องก็ได้ ใครจะรู้