Big Bad Wolf Book 2018 : 6 เหตุผลที่ห้ามพลาดงานทุ่งหนังสือของหมาป่า

กลับมาอีกครั้งกับมหกรรมหนังสือนานาชาติ Big Bad Wolf Book  ที่นักอ่านชาวไทยตั้งตารอกันมาทั้งปี สำหรับปีที่ 3 นี้ เจ้าหมาป่ายกขบวนหนังสือต่างประเทศหลากภาษา จากบรรดาสำนักพิมพ์ดัง มากกว่า 3 ล้านเล่ม มาเซลในราคาสุดคุ้มที่บอกได้เลยว่า #ดีต่อใจ #ดีต่อสมอง

Big Bad Wolf Book มีจุดเริ่มต้นในประเทศมาเลเซีย ในปี 2009 จุดประสงค์เพื่อให้นักอ่านทั้งหลายมีความสุขและได้เป็นเจ้าของหนังสือดีมีคุณภาพในราคาถูก (เพราะอย่างที่เรารู้ๆ กัน หนังสือดีมักมีราคาค่อนข้างสูงตามต้นทุนการผลิต) ผลปรากฏว่างานนี้นักอ่านรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ต่างก็ถูกใจหอบหิ้วและแบกหนังสือกลับบ้านพร้อมรอยยิ้มหน้าบานเป็นทิวแถว เมื่อกระแสตอบรับดีขึ้นในทุกปี เจ้าหมาป่าไอเดียดีก็อยากขยายคอมมิวนิตี้หนอนหนังสือให้กว้างมากขึ้น เลยออกเดินทางไปส่งมอบความสุขผ่านตัวอักษรให้กับนักอ่านประเทศเพื่อนบ้านบ้าง ทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา รวมถึงไทยเราด้วย

สองครั้งที่ผ่านมาเจ้าหมาป่าได้รับการตอบรับที่ดีจากชาวไทยไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่มองหาหนังสือดีๆ สำหรับเด็กและเยาวชน รวมไปถึงคนที่ชื่นชอบวรรณกรรม นวนิยายต่างๆ ที่มีแบบ Box set น่าสะสมให้เลือกเพียบ หนังสือเกี่ยวกับการออกแบบ หนังสือภาพ หนังสือป็อบ – อัพ หนังสือประวัติศาสตร์ต่างๆ ฯลฯ ถือเป็นงานประเทืองปัญญา ให้คุณค่าแก่รอยหยักในสมอง มากกว่าแค่การมาเดินบุ๊คแฟร์สนุกๆ นี่คืองานที่คนรักการอ่าน คนอยากได้หนังสือไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

 

6 เหตุผลที่ไม่มาแล้วจะเสียใจ



 
1. แหล่งหนังสือดี ในราคาดียิ่งกว่า

ปกติถ้ามีเงินหนึ่งพันบาท จะซื้อหนังสือภาษาอังกฤษดีๆ อย่างมากก็คงจะซื้อได้ 1 – 2 เล่ม หรืออาจจะได้แค่เพียงเล่มเดียว (บางเล่มก็อาจจะไม่พอด้วยซ้ำช้ำใจ) แต่สำหรับงานนี้หนึ่งพันบาทน่าจะได้หนังสือภาษาอังกฤษดีๆ กลับบ้านได้มากถึง 5 – 6 เล่มเลยทีเดียว เข้าใจไม่ผิดหรอก เพราะทั้งงานราคาหนังสือลดจากปก 60 – 80 เปอร์เซ็นต์เชียวนะ คุ้มเกินคุ้มเลยล่ะ

2. Limited Edition ตาดีก่อนก็คว้าไป

บางคนอาจจะบอกว่ามหกรรมหนังสือราคาถูกคงไม่น่าจะมีเล่มหายากหรือฉบับ Limited Edition ให้ชอปหรอก แต่ไม่ใช่กับงานนี้ เพราะหลายเล่มหายากก็หาเจอได้ เพียงแต่คุณควรจะต้องไปตั้งแต่วันแรกๆ เพราะไม่ใช่คุณคนเดียวที่อยากเป็นเจ้าของหนังสือหายากสำหรับสะสมจริงไหมล่ะ (เท่าที่สังเกตในปีที่แล้วมีบางคนซื้อหาบางเล่มไปเป็นตั้งจนคนอื่นสงสัยว่าน่าจะเอาไปขายต่อหรือเปล่าเพราะซื้อได้ในราคาถูกขนาดนี้)

3. ชอปกันแบบ Non-Stop 24 ชม.

หมดปัญหาเรื่องเวลา งานบุ๊คแฟร์ในเมืองไทยส่วนมากมักจะเปิดทำการเวลาเดียวกันกับเวลาเรียน เวลาทำงาน และปิดในช่วงค่ำ พอไม่ใช่วันเสาร์อาทิตย์ พนักงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษาก็มักจะอดหมดสิทธิ์ เพราะเวลาชนกับการงานการเรียน จะให้โดดงานโดดเรียนไปก็คงไม่ใช่ แต่งานนี้ต่อให้เลิกเรียนเย็น ประชุมเสร็จค่ำ รถติดนาน เรามั่นใจว่ายังไงก็มาทัน เพราะเจ้าหมาป่าเปิดขายแบบโต้รุ่งทั้งวันทั้งคืน จนอาจจะต้องแปลกใจเมื่อมาถึงงานตอนห้าทุ่ม แต่กลับพบว่ามีผู้คนเดินเลือกหนังสือแบบชิลชิลอยู่เต็มงาน

ข้อดีข้อนี้เป็นที่พูดถึงในแวดวงนักอ่านไทยว่าตอบโจทย์ของหลายคนดี เป็นการกระจายความหนาแน่นของคนซื้อไม่ให้ไปกระจุกกันเกินไปในบางวันแบบงาน อื่นๆ ที่วันธรรมดาแต่ละบูธแสนเงียบเหงาเสาร์อาทิตย์แน่นเอียด อีกอย่างเวลาหาซื้อหนังสือดีที่ถูกใจ หลายคนอยากใช้เวลาเดินดู เดินเลือกแบบสบายๆ ไม่ต้องชะเง้อมองหาท่ามกลางฝูงชนที่เบียดเสียด การได้ใช้เวลาในการเลือกเล่มโปรดก็เป็นความสุขรูปแบบหนึ่ง และอีกเหตุผลที่งานนี้ได้รับความนิยมในเรื่องของเวลา อาจเป็นเพราะเปอร์เซ็นต์หนังสือส่วนมากที่ขายในงานเป็นหนังสือสำหรับเด็ก พ่อแม่วัยทำงานที่เลิกงานช้า หรือมีภารกิจดูแลลูกในช่วงกลางวัน ก็มาซื้อหนังสือตอนกลางคืนได้สะดวก นับว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจหากงานบุ๊คแฟร์งานอื่นของไทยจะลองเอาไปใช้ดูบ้าง



4. มีหนังสือน่าอ่านมากกว่า
3 ล้านเล่ม

จากหนังสือกว่า 3 ล้านเล่มที่จะขนมาขายในปีนี้ ยังมีหนังสือใหม่มากถึง 1.5 ล้านเล่มเลยทีเดียว คนที่เคยมาปีก่อน ไม่ต้องกังวลว่ามาเดินปีนี้จะเจอแต่เล่มเดิมๆ ที่เคยซื้อไปแล้ว ซึ่งในกว่า 3 ล้านเล่มนั้น มีหนังสือหลากหลายประเภท ทั้งหนังสือสำหรับเด็ก วรรณกรรม หนังสือภาพ ตำราอาหาร คู่มือต่างๆ นวนิยาย ให้เลือกแบบจุใจ นอกจากนี้ยังมีโปสเตอร์ วอลล์เปเปอร์ ของเล่น ของสะสมที่เกี่ยวข้องกับหนังสือมาขายในราคาถูกด้วยเช่นกัน

5. คือกิจกรรมกระชับรักในครอบครัว

ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้เวลาร่วมกันในพื้นที่ที่ดูเหมือนห้องสมุดแห่งนี้ได้ด้วยการช่วยกันสรรหาหนังสือที่แต่ละคนชื่นชอบ เพราะมีทั้งหนังสือสำหรับ
คุณพ่อ คุณแม่ เด็กน้อย และลูกวัยรุ่น ครบครัน  รูปแบบและผังงานก็ดูจะเอื้ออำนวยถึงความปลอดภัยเพราะ Big Bad Wolf จัดงานในรูปแบบโถงใหญ่กว้าง หายใจกันแบบโล่งๆ มองไปทางไหนก็เห็นแต่กองหนังสือละลานตาเหมือนห้องสมุดใหญ่ๆ ห้องหนึ่งที่ไม่มีตู้หนังสือบดบัง จะเลือกเดินไปทางไหน มุมไหนก็เจอกองหนังสือที่น่าสนใจ ไม่มีมุมอับ มุมลับที่อาจทำให้เด็กๆ พลัดหลงได้ง่าย

6. พบหนอนหนังสือคอเดียวกัน

จะว่าไปนี่ก็เป็นโอกาสที่จะได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ที่ชอบหนังสือแนวเดียวกัน  คุณอาจจะได้แลกเปลี่ยนทัศนคติ แนะนำหนังสือแก่กัน หรือเดินเพลินๆ อาจเจอเพื่อนเก่าสายอ่านที่ไม่เคยได้พบพานมาหลายปีในงานนี้ก็เป็นได้ ทั้งสองครั้งที่ผ่านมาหลายคนบอกว่าเดินๆ แล้วเจอเพื่อนเก่าราวกับงานเลี้ยงรุ่น

 

โฉมหน้าหนังสือที่น่าซื้อบางส่วนจากงานนี้

Big Bad Wolf Book 2018

วันที่ : 10 – 20 สิงหาคม 2561 (เปิดยาวต่อเนื่อง 24 ช.ม. ตลอดการจัดงาน)

สถานที่ : ฮอลล์ 9 อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.bigbadwolfbooks.com/th/thai/about-the-sale

 

รู้ก่อนไปเพื่อชีวิตที่ดีกว่า

  • สำหรับคนที่ตั้งใจว่าจะไปกวาดหนังสือกลับบ้านกองโตแน่นอน การเอารถยนต์ส่วนตัวไปน่าจะสะดวกที่สุด ค่าจอดรถแบบเหมาจ่ายประมาณ 40 บาท (เตรียมรถเข็นพกพาไปด้วยก็ดีจะได้ไม่ปวดหลังปวดไหล่ในการหอบหิ้ว)
  • ส่วนคนที่คิดว่าจะไปเดินเล่นหรือซื้อสักสองสามเล่ม มีรถตู้ของงานจอดให้บริการรับส่งที่ลานจอดรถ BTS หมอชิต โดยรถจะไปจอดส่งถึงหน้าอาคารชาแลนเจอร์ ค่าโดยสารประมาณเที่ยวละ 32 บาท มีทั้งขาไปและขากลับ เพียงแต่อาจจะรอนานหน่อยเพราะผู้โดยสารค่อนข้างมาก
  • หากอยากซื้อหนังสือให้เพื่อนหรือญาติพี่น้องโดยไม่ต้องหอบหิ้วไปเอง หน้างานจะมีบูธของไปรษณีย์ให้บริการจัดส่งในราคาเหมายกกล่องไม่ต้องชั่งน้ำหนัก (มีกล่องหลายไซส์หลายราคาให้เลือก) หากส่งในเขตกรุงเทพฯ สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ส่งก่อน 00 น. จะถึงในวันรุ่งขึ้น ส่วนต่างจังหวัดไม่เกิน 3 วันทำการ


ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :

เจ้าของนามปากกา Hima in the Rain อดีตนักเรียนศิลปะที่หลงรักการอ่าน ชื่นชอบการเขียน เพียรฝึกทำอาหาร สนใจใคร่รู้เรื่องราวต่างๆ รอบตัว การใช้ชีวิต กิน ดื่ม เที่ยว ระบบการศึกษาในสังคม เรื่องราวปฏิสัมพันธ์ของผู้คนทั้งในโลกยุคเก่า และโลกยุคใหม่อันมีเสน่ห์ที่แตกต่าง แต่สามารถเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงซึ่งกันและกัน