สุขนิยม กับวิถีเดินช้า และบ้านแพริมน้ำ ที่อุทัยธานี

93

เมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่คนไม่ค่อยพูดถึงและเราอยากให้เพื่อนๆ ได้ลองมายืนหายใจสัมผัสความสุขแบบไม่เร่งรีบ กับที่นี่ เมืองอุทัยธานี กับ “วิถีชีวิต ของผู้คนริมสายน้ำ เมืองสงบที่แวดล้อมไปด้วยความสุขของการดำเนินชีวิต ธรรมชาติในเมืองเล็ก”

 

จุดหมายปลายทางแรก ที่เราอยากแนะนำ คือ หุบป่าตาด แหล่งท่องเที่ยวที่ถือได้ชื่อว่าเป็น Unseen Thailand ของจังหวัดเลยก็ว่าได้ โดยภูมิทัศน์เป็นถ้ำที่หลบซ่อนอยู่ภายในหลังหุบเขาที่งดงาม โดยได้ถูกค้นพบโดยพระครูสันติธรรมโกศล (หลวงพ่อทองหยด) เจ้าอาวาสวัดถ้ำทอง เมื่อปี พ.ศ. 2522 ด้วยความบังเอิญ ในระหว่างที่พระครูได้ปีนลงไปในหุบเขา จึงได้พบว่ามีต้นตาดเต็มไปหมด จึงเจาะปากถ้ำเพื่อเป็นทางเข้าในปี พ.ศ. 2527 หลังจากนั้นกรมป่าไม้ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ด้วย เพราะที่หุบป่าตาดนี้หนาแน่นไปด้วยพันธุ์ไม้หายาก และมีภูมิทัศน์ที่งดงาม

ทางเดินที่ลอดถ้ำที่เป็นทางเชื่อมสู่หุบป่าตาดนั้นจะมืดสนิทชนิดมองไม่เห็นทางข้างหน้าเลย จึงจำเป็นต้องใช้ไฟฉายส่อง แต่เดินเพียงช่วงสั้นๆ ก็จะผ่านออกมาพบเห็นกับป่าที่เต็มไปด้วยต้นตาดมากมาย พร้อมกับปล่องขนาดใหญ่ที่แสงส่องลงมา ทัศนียภาพเบื้องหน้าสะกดทุกคนให้ตะลึงราวกับหลุดไปอยู่ในโลกยุคดึกดำบรรพ์

เสน่ห์ของหุบป่าตาด นอกจากมีภูมิทัศน์ที่งดงามแล้ว ที่นี่ยังมีพันธุ์ไม้หายากอีกมากมาย เช่น เต่าร้าง เปล้า คัดค้าวเล็ก และยังเป็นที่อยู่อาศัยของกิ้งกือมังกรสีชมพู หรือ Shocking Pink Millipede ซึ่งพบเป็นแห่งแรกในโลกที่ประเทศไทย ในอำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี และในทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการยืนยันว่ามีการพบเห็นในที่อื่นอีกเลย ถือเป็นที่เดียวในโลกเลยก็เป็นได้ กิ้งกือสีชมพูนี้ มีปุ่มหนามคล้ายมังกร เมื่อโตเต็มวัยจะมีลำตัวยาวประมาณ 7 ซม. มีจำนวนปล้องราว 20-40 ปล้อง สวยๆ อย่างนี้ หลายคนอาจไม่รู้ว่าสามารถขับสารพิษประเภทไซยาไนด์ออกมาจากต่อมขับสารพิษข้างลำตัวได้ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันตนเองจากศัตรูตามธรรมชาตินั่นเอง

 

จากหุบป่าตาด มาต่อด้วยการล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวแพ ริมแม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งนับได้ว่าที่แม่น้ำสะแกกรัง น่าจะเป็นน่านน้ำแห่งสุดท้ายแล้วในเมืองไทย ที่ยังมีชุมชนที่เป็นบ้านแพริมน้ำ โดยบ้านแพทุกหลังมีทะเบียนบ้านอย่างถูกต้องใช้อ้างอิงเป็นที่อยู่ได้ตามทะเบียนราษฎร์ โดยปัจจุบันนี้ทางจังหวัดไม่อนุญาตให้มีการต่อแพเพิ่มเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว ส่วนบ้านแพเดิมที่มีอยู่แล้ว ก็สามารถบูรณะปรับปรุงให้คงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งตลอดเวลาที่ได้มีโอกาสล่องเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำของแม่น้ำสะแกกรัง ต่างก็ค้นพบว่าบางครั้งชีวิตก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าความเรียบง่าย และความพอเพียงที่แค่ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของชีวิตได้ เพียงเท่านี้ก็มีความสุขได้อย่างไม่ต้องทุกข์ใจใดๆ แล้ว

หลังจากล่องเรือชมวิถีชีวิตริมน้ำ ก็มาขึ้นฝั่งเพื่อขึ้นรถรางไปกราบหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
ที่ “วัดท่าซุง” วัดที่มีความโด่งดัง และเป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชน ซึ่งชื่อ “วัดท่าซุง” เป็นชื่อ
ที่ชาวบ้านเรียกกันอย่างติดปาก เพราะว่าในอดีตบริเวณนี้เป็นเส้นทางสัญจรทางน้ำที่สำคัญ และมีการล่องซุงกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งแพซุงมักมาหยุดพักกันที่หน้าวัดนี้ คือ “วัดจันทาราม” ก็เลยเรียกวัดนี้กันว่า “วัดท่าซุง” จนติดปากนั่นเอง

วัดจันทาราม ถือเป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองอุทัยมายาวนาน แรกเริ่มเป็นเพียงวัดเล็กๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีเพียงพระอุโบสถขนาดเล็ก ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติด้วยฝีมือพื้นบ้าน หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ขยายพื้นที่และพัฒนาเพิ่มแบ่งพื้นที่เป็นส่วนวัดเดิม และส่วนวัดใหม่ที่มีการสร้างโบสถ์วิหารต่างๆ อันงดงามจนเป็นที่เลื่อมใสให้หลายๆ คนต้องเดินทางมาสักการะให้ได้สักครั้งในชีวิต ได้แก่ “มหาวิหารแก้ว 100 เมตร” ที่ภายในประดับด้วยโมเสกสีขาวและกระจกวิบวับไปทั้งหลัง ด้านหนึ่งประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลองเป็นพระประธาน และพระอรหันต์อีก 7 องค์ ส่วนอีกด้านเป็นบุษบกตั้งสังขารที่ไม่เน่าไม่เปื่อยของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ด้านบนเพดานของวิหารประดับด้วยช่อไฟระย้าทั้งขนาดเล็กและใหญ่รวมกว่า 119 ช่อ และด้วยลักษณะของโมเสกสีขาวและกระจกที่ใช้ประดับทั่วทั้งวิหารทำให้ภาพที่เห็นตรงหน้าเป็นภาพสะท้อนไปมาเหมือนไม่มีจุดสิ้นสุดอย่างไรอย่างนั้น พูดได้ว่างดงามราวสรวงสวรรค์ทีเดียว

นอกเหนือจาก “มหาวิหารแก้ว” แล้ว ภายในวัดท่าซุง ยังมี “ปราสาททองคำ” อาคารขนาดใหญ่ที่มีความวิจิตรงดงามประณีตไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ส่วนต่างๆ ของปราสาทตกแต่งด้วยทองคำเปลว ติดกระจก ซึ่งปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในวาระที่ทรงเสวยราชย์เป็นปีที่ 50 โดยพื้นที่ภายในปราสาทมีไว้สำหรับรองรับพระพุทธรูปที่ญาติโยมจะนำมาถวายที่วัด แต่ ณ วันนี้ บริเวณภายในยังคงเป็นพื้นที่โล่งกว้างและเปิดให้ทุกคนสามารถเข้าไปชื่นชมความงดงามภายในได้อย่างทั่วถึงกันเลยทีเดียว

 

ร้านหนังสือสุดฮิปที่เพียงพอและงดงามในความพอดีอย่างร้าน Booktopia ที่มีคุณวิรัตน์ โตอารีย์มิตร หรือพี่อ้วนนักเขียนชาวอุทัย ผู้มีผลงานการเขียนมากมาย ด้วยนามปากกาว่า ญามิลา / วนาโศก / ปลาอ้วน โดยได้เลือกที่จะหันหลังให้กับความวุ่นวายในเมืองกรุง แล้วกลับมาใช้ชีวิตแบบไร้จริต เดินช้า แต่สุขมาก ด้วยการทำงานเขียนหนังสือ และเปิดร้านหนังสือเล่มๆ ที่ตอนนี้กลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่ใครผ่านมาย่านนี้ก็ต้องมาแวะร้าน Booktopia กันสักครั้งก่อนที่จะไปที่อื่นต่อ

ใกล้ๆ กับร้าน Booktopia ที่เพียงเดินผ่านวงเวียนเล็กๆ ในย่านชุมชน ก็จะพบตรอกโรงยา ที่ตอนนี้ทุกเย็นวันเสาร์ ตรอกนี้จะกลายเป็น “ถนนคนเดินตรอกโรงยา” โดย 2 ข้างทางตลอดทางเดินจะมีบ้านเรือนไม้เก่าๆ ที่จะเปิดบ้านเป็นร้านขายของย้อนยุค ของใช้ในอดีต บางบ้านนำของเก่ามาจัดแสดงเพื่อแบ่งปันให้ชนรุ่นหลังได้ชื่นชมกับของสะสมส่วนตัว บางบ้านก็ขายอาหาร ขายของกินท้องถิ่น ที่หาทานได้ยากแล้วในทุกวันนี้ เราแอบสอบถามลุงๆ ป้าๆ ชาวอุทัยในย่านนี้ ได้เกร็ดความรู้มาว่าในอดีตตรอกนี้เคยเป็นที่อยู่อาศัย เป็นชุมชนของชาวจีนที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ประกอบด้วยหลายชนชั้นหลายฐานะตั้งแต่ระดับเถ้าแก่ เจ้าของกิจการ ไปจนถึงชนชั้นแรงงานรับจ้าง แต่ก็ถือเป็นย่านชุมชนเก่าที่งดงามในวิถีชีวิตที่พอเพียงและอบอวลไปด้วยอณูแห่งความสุขมากมายจริงๆ

 

วัดอุโปสถาราม หรือวัดโบสถ์ วัดเก่าแก่อยู่ริมลำน้ำสะแกกรัง ที่มีจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์
และวิหาร ที่เขียนขึ้นโดยช่างฝีมือตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยภาพเกี่ยวกับพุทธ
ประวัติเริ่มตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน และในวิหารยังพบภาพพระพุทธเจ้าเสด็จโปรด
เทพยดาบนสวรรค์และภาพปลงสังขาร ด้านบนฝาผนังเป็นพระสงฆ์สาวกชุมนุมสลับกับ
พัดยศเหมือนจะไหว้พระประธานภายใน ส่วนฝาผนังด้านนอกหน้าวิหารมีภาพถวายพระเพลิง
พระบรมศพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และภาพชีวิตชาวบ้านที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา
นอกจากนี้ภายในวัด ยังมีสิ่งของที่ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรพลาดชมอีกมากมาย เช่น

  • เสมาหินสีแดงหน้าโบสถ์ที่มีความเก่าแก่มากแห่งหนึ่ง
  • ตู้พระธรรมและตู้ใส่ของเขียนลายกนกเถาลายดอกไม้ และหงส์ยอดเสา ที่มีความงดงามไม่แพ้กัน
  • บาตรฝาประดับมุกที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นฝีมือช่างสิบหมู่
  • มณฑปแปดเหลี่ยม ลักษณะผสมแบบตะวันตก มีลายปูนปั้นคล้ายไม้เลื้อย ที่กรอบหน้าต่าง และมีพระพุทธรูปปูนสลักนูนสูงอยู่ด้านนอกอาคาร
  • เจดีย์หกเหลี่ยม เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองทรงรัตนโกสินทร์
  • หอประชุมอุทัยพุทธสภา มีลักษณะเป็นศาลาทรงไทย ที่นี่ใช้เป็นหอสวดมนต์ หน้าบันประดับลวดลายปูนปั้นสวยงามน่าชม
  • แพโบสถ์น้ำ ซึ่งตั้งอยู่หน้าวัด สร้างขึ้นเพื่อรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือใน พ.ศ. 2449 เดิมเป็นแพแฝด 2 หลังมีช่อฟ้า ใบระกา เหมือนอุโบสถทั่วไป หน้าบันมีป้ายวงกลมจารึกภาษาบาลี “สุ อาคต เต มหาราช” แปลว่า มหาราชเสด็จฯ มาดี ต่อมาใน พ.ศ. 2519 ได้ซ่อมแซมบูรณะใหม่ให้เป็นหลังเดียวแล้วยกพื้น 2 ชั้น มีหลังคาทรงปั้นหยา และย้ายป้ายกลมมาไว้หน้าจั่วตรงกลาง โดยแพโบสถ์น้ำหลังนี้ มักใช้ประกอบพิธีทางศาสนา เช่น งานแต่งงาน บวชนาค งานศพ และงานบุญต่างๆ ที่สำคัญ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เมืองอุทัยธานี เป็นอีกหมุดหมายปลายทางที่รอเราทุกคนไปสะสมไมล์แห่งความสุขแบบที่ไม่ต้องเร่งไม่ต้องรีบ เหมาะกับคนชอบเที่ยวแบบเนิบช้า และเชื่อเถอะว่าใครไปแล้วจะตกหลุมรักจังหวัดอุทัยธานี จนต้องกลับมาซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง อย่างแน่นอน

 

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :