Bohemian Rhapsody ราชาในนามราชินี


คะแนน : เต็มสิบให้ร้อย เต็มร้อยให้พัน


ไม่ว่าคุณจะรู้จักวง Queen มาก่อนหรือไม่ หรือรู้จักแต่ไม่เคยชอบวงนี้เลยสักนิด เราก็อยากบอกว่า “จงก้าวข้ามความรู้สึกเหล่านั้น” แล้วเดินไปดูหนังเรื่องนี้ หนังที่ดูจบแล้ว จะรู้สึกว่า “โชคดีมากที่ตัดสินใจมาดู เพราะคงไม่ให้อภัยตัวเองแน่นอน ถ้าต้องพลาดหนังเรื่องนี้ไป”

 

นอกเหนือจากเรื่องราวของหนังที่เล่าถึงความเป็นมาของวง Queen ตั้งแต่วันแรกของวงที่ยังไม่ได้ใช่ชื่อวงว่า Queen ด้วยซ้ำ ไปจนถึงเรื่องราวของทุกคนในวง โดยเฉพาะนักร้องนำอย่าง Freddie Mercury ที่มีชื่อเดิมคือ Farrokh Bulsara แน่นอนว่าเราไม่ได้อยากชวนไปดูหนังประวัติชีวิตของ Freddie Mercury หรือประวัติของวงดนตรีร็อกที่ถือเป็นวงหนึ่งของความยิ่งใหญ่ในแวดวงดนตรีของอังกฤษในยุค 70s – 90s เท่านั้น เพราะหนังเรื่องนี้มีอะไรน่าสนใจกว่านั้นเยอะ

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังพูดถึงเรื่องความเป็น “คนชายขอบ” หรือ “คนประหลาด” จากมุมมองของคนแวดล้อมในหลายๆ ช่วง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเชื้อชาติของ Freddie Mercury เรื่องรสนิยมทางเพศ เรื่องลูกที่ไม่ได้เป็นอย่างที่พ่อแม่คาดหวัง ซึ่งช่วงหนึ่งของหนัง เมื่อโปรดิวเซอร์จากค่ายเพลงยักษ์ใหญ่อยากชวนวง Queen มาอยู่ในสังกัด แล้วถามคำถามว่า “บอกผมหน่อย ว่าทำไมผมต้องมีวงคุณอยู่ในค่ายเพลงของผม” และ Freddie Mercury ตอบว่า “เพราะพวกผมประหลาด และไม่เหมือนใคร เป็นกลุ่มคนที่มักโดนปฏิเสธจากคนส่วนใหญ่ เชื่อเถอะว่ามีคนแบบนี้ไม่น้อย และเราจะเป็นวงที่สื่อสารกับคนเหล่านั้นด้วยสิ่งที่เราเชื่อ ด้วยสิ่งที่เรารู้สึกและเข้าใจ”

 


หากถามถึงการคัดเลือกนักแสดงกลุ่ม เรายกให้หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในเรื่องการคัดทีมนักแสดงมาเล่นได้อย่างลงตัวและเหมาะเจาะมาก นอกเหนือจากบุคลิกและรูปลักษณ์ของนักแสดงที่ทุกคนเหมือนกับตัวตนในเรื่องราวชีวิตจริง แบบดูแล้วเชื่อราวกับเอาตัวจริงมาเล่น ยิ่งไปกว่านั้นกับนักแสดงที่มารับบท Freddie Mercury อย่าง Rami Malek ที่คงต้องใช้คำว่าน่าจะทำการบ้านมาหนัก เพราะแสดงจนทุกคนน่าจะเชื่อว่าเขาคือ Freddie Mercury จริงๆ ไม่อยากพูดคำว่าแม้แต่วิธีการผ่อนลมหายใจในขณะร้องเพลงยังเหมือน

 


อีกหนึ่งความดีงามของหนังเรื่องนี้ที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ กับส่วนของ Production ที่ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบมุมกล้องในการถ่ายทำ การวางแผนในการตัดต่อ การใช้ภาพเล่าเรื่อง เสื้อผ้าของนักแสดงทั้งหมด พูดได้เลยว่าหากใครทำงานเกี่ยวกับภาพยนตร์ นี่คือหนังเรื่องหนึ่งที่จะใช้เป็นบทเรียนสำหรับการศึกษางานโปรดักชั่นที่ดีมากๆ เรื่องหนึ่งทีเดียว

 

นอกเหนือจากหนังจะเล่าเรื่องของที่มาที่ไปของเพลงแต่ละเพลงของวง Queen ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งหลายๆ เพลงก็มีที่มาแบบที่เกินความคาดหมาย ไปจนถึงการทำเพลงแต่ละเพลงในแบบของ Queen ที่ได้เห็นถึงความตั้งใจ ความจริง ความเชื่อ ความรักระหว่างเพื่อนในวงด้วยกัน และแน่นอนว่าด้วยความเป็นเพื่อนที่ยังไงก็ตัดกันไม่ขาด หลังจากการล้มลุกคลุกคลานของวง การขึ้นถึงจุดสูงสุดที่ประสบความสำเร็จ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงความล่อแหลมแห่งการแยกวง หนังพาเราไปสัมผัสห้วงลึกในก้นบึ้งความรู้สึกของ Freddie Mercury กับความสำเร็จที่มาพร้อมความโดดเดี่ยว ความหงอยเหงาที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะถูกรายล้อมด้วยผู้คนมากมาย ท้ายสุดเมื่อวง Queen ขอโอกาสสุดท้ายในการตัดสินใจที่เกือบพลาดจะได้ร่วมเป็นหนึ่งในวงที่ร่วมแสดงในคอนเสิร์ต Live Aid 1985 ด้วยการตัดสินใจในการกลับมาครั้งนี้ หนังเล่าเรื่องให้เห็นว่า Queen ต้องวางแผนและซ้อมหนักแค่ไหนที่จะทำให้ 25 นาที บนเวทีคอนเสิร์ตในฐานะวงแทรกจากคิวเดิมที่เต็มแล้ว กลายเป็น 25 นาทีแห่งประวัติศาสตร์ที่ทุกคนที่ได้ชมการแสดงครั้งนี้จะจดจำได้และไม่ลืมเลือน เป็นช่วงสุดท้ายของหนังที่เหมือนสะกดให้เราลุกไปไหนไม่ได้ ไม่กล้ากะพริบตา จดจ่อจนแทบหยุดหายใจ สมกับที่เป็นคอนเสิร์ตที่หลายคนบอกว่า นี่คือตัวอย่างของการแสดงคอนเสิร์ตที่นักดนตรีทุกคนควรดูเป็นเยี่ยงอย่าง กับการแสดงสดที่สะกดคนดูทุกคนได้อย่างไม่มีอะไรต้องกังขา

เป็นการเลือกซีนจบ เป็นการส่งท้ายหนังได้อย่างสมบูรณ์แบบและงดงาม

นี่ผู้เขียนเองว่าจะกลับไปดูอีกรอบ ส่วนใครที่ลังเลอยู่ก็อยากบอกว่า “ไปดูเถอะ” แล้วจะรู้ว่าที่เขียนมาทั้งหมดยังไม่ได้เพียงเศษเสี้ยวในความดีงามของหนังเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย

 

 

 

 

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
นักเขียน : ศิริธรรม สว่างพลอย

นักคิด นักเขียน อดีตนักโฆษณา ผู้ชื่นชอบและหลงใหลการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร เสพติดการเดินทางแบบซอกแซกและเดินเตร่แบบไม่เร่งรีบ ทุกที่ที่ไปเพื่อการเรียนรู้และเปิดโลกเพื่อกำไรชีวิตจากการได้เปลี่ยนที่ยืนหายใจ ความสุขคือการได้พูดคุยกับคนแปลกหน้า และได้เพื่อนใหม่เป็นคนแปลกถิ่นจากการเดินทาง