WILDLIFE : เมื่อสัญชาตญาณดิบ ถูกปลุกให้ตื่น

เนื้อเรื่องโดยสังเขป

Wildlife เป็นเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆ ที่มี พ่อ แม่ และลูกชายในวัยนมแตกพาน หรือช่วงอายุ 10 กว่าๆ หนังบอกเล่าในช่วงแรกว่าครอบครัวนี้ต้องย้ายถิ่นที่อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเป็นเรื่องปกติ โดยไม่บอกเหตุผลว่าอะไรเป็นต้นเหตุของการย้ายบ้านบ่อยๆ ของครอบครัวนี้ และเหตุการณ์ในเรื่องก็เกิดขึ้นในตอนที่ครอบครัวนี้ย้ายมาอยู่ในเมืองมอนทานา สหรัฐอเมริกา ที่แรกเริ่มก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างของการเริ่มต้นชีวิตในเมืองใหม่กำลังจะไปได้ดี

เจอร์รี ผู้เป็นพ่อ (รับบทโดย เจค จิลเลนฮาล) ทำงานเป็นคนงานระดับล่าง กับตำแหน่งพนักงานในสนามกอล์ฟ ด้วยงานที่ดูด้อยค่า แต่ก็ต้องทนทำเพื่อดูแลทุกคนในครอบครัว และมีภรรยาอย่าง เจนเนต (รับบทโดย แครี มัลลิแกน) ที่ทำหน้าที่เป็นแม่บ้านอย่างเต็มตัว ดูแลทั้งบ้าน และลูกชายคนเดียวคือ โจ (รับบทโดย เอ็ด อ็อกเซนโบลด์) ซึ่งอยู่ในวัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงความคิดจากเด็กน้อยที่สนุกไปวันๆ เริ่มทบทวนเป้าหมายของชีวิต เพื่อการเติบโตในจิตวิญญาณที่พร้อมเติมเต็มเป้าหมายของชีวิตมากขึ้น

แต่ทุกอย่างที่ดูเหมือนจะราบรื่น มาถึงจุดแห่งการผันผวนเหมือนมีหินก้อนใหญ่มากระทบครอบครัวนี้ เมื่อเจอร์รีถูกไล่ออกจากงาน พร้อมศักดิ์ศรีค้ำคอที่จะไม่ยอมกลับไปทำงานแบบเดิมและที่เดิมอย่างเด็ดขาด  และด้วยความไม่เข้าท่าในการจัดการชีวิตของเจอร์รี่ ส่งผลให้เจนเนตต้องลุกขึ้นมาสวมบทบาทผู้นำของครอบครัว ก่อนที่เรื่องจะยิ่งไปกันใหญ่เมื่อเจอร์รี่ตัดสินใจออกตามหาตัวตนในส่วนที่หายไปด้วยการสมัครไปเป็นคนดับไฟป่า งานที่ได้ค่าจ้างเพียงชั่วโมงละ 1 ดอลล่าสหรัฐฯ ที่แลกกับการไปใช้ชีวิตอยู่ในป่า หนำซ้ำยังไม่มีกำหนดเสร็จงานแน่นอน เพราะจะได้กลับมาในเมืองเจอหน้าครอบครัวก็ต่อเมื่อหิมะตก แน่นอนว่าเป็นวิกฤติที่ภรรยาและลูกชาย เหมือนถูกปล่อยให้ต้องมีชีวิตอยู่ (ให้ได้) ตามลำพัง เจเนต และโจ จึงต้องช่วยกันหางานทำ เพื่อประคับประคองให้ครอบครัวสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไปได้ เรื่องราวมากมายจึงเกิดขึ้นอย่างที่เกินกว่าจะคาดคิด เมื่อสัญชาตญาณดิบในใจ ที่ถูกจองจำและหลับใหลมานาน
ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเหตุผลที่ไม่สามรถฟันธงได้ว่า “ถูก” หรือ “ผิด”


สิ่งที่ดีงามของหนังเรื่องนี้

แม้ว่า Wildlife จะเป็นเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆ ของคู่สามีภรรยาที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญใดๆ ให้น่าจดจำ
แต่ก็เป็นประเด็นใหญ่ของชีวิตคู่และคือความจริงที่เราทุกคนอาจมีโอกาสต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้สักวัน
หรืออาจจะมีคนรอบข้างเรากำลังเผชิญอยู่ก็ได้ใครจะรู้

พอล ดาโน นักแสดงหนุ่ม ผู้ผ่านสังเวียนการแสดงมาไม่น้อย และวันนี้ก็ถึงเวลาที่จะผันตัวเองมาเป็นผู้กำกับ
โดยได้ควงแขนภรรยาสาวคนเก่งอย่าง ซูอี้ คาซาน  มาร่วมเขียนบทกับร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยกันในการทำหนังเรื่องนี้ ซึ่งแน่นอนซูอี้คืออีกหนึ่งสาวเก่งในวงการ เพราะเธอเคยผ่านมาแล้วทั้งงานการแสดง โปรดิวเซอร์ นักแสดงละครเวที แถมเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นนักเขียน และนี่ก็น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่เมื่อพอล ดาโน หยิบเอานิยายของเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ ริชาร์ด ฟอร์ด มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ก็ทำให้บทภาพยนตร์ของเรื่องนี้เข้มข้นและกลมกล่อมเป็นอย่างยิ่ง

ในส่วนของการแสดงที่ได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง เจค จิลเลนฮาล และ แครี มัลลิแกน มารับบทคู่สามีภรรยาที่ชีวิตคู่เหมือนเริ่มเข้าสู่โหมดแบบมองตาก็รู้ว่าคิดอะไรอยู่ คือ โกหกเมื่อไหร่ก็จับได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะกระโตกกระตากหรือแสร้งทำเนียนต่อไป ซึ่งทั้งคู่เคยมีโอกาสร่วมแสดงด้วยกันมาแล้วก่อนหน้านี้กับเรื่อง Brothers เมื่อปี 2009 ซึ่งครั้งนี้ทั้งสองคนเล่นเข้าขากันแบบกำลังดี ไม่เล่นใหญ่เกิน หรือขยี้แบบโอเวอร์จนเกินพอดี แถมเสียงตอบรับของแครี มัลลิแกน จากสื่อเมืองนอกหลายสำนักล้วนไปในทางเดียวกันว่า

“นี่คือผลงานการแสดงแห่งชีวิตที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่ แครี มัลลิแกน เคยแสดงมา”

ซึ่งในหลายฉากเราก็เห็นความเหนือชั้นในการแสดงออกทางสีหน้า พูดด้วยตาและมัดกล้ามเนื้อบนใบหน้า เธอแสดงอารมณ์เหมือนเธอสั่งกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้ทุกพื้นที่อย่างแท้จริง การรับบทภรรยาที่ต้องทำในสิ่งที่รู้ว่าผิดแบบไม่มีทางเลือกโดยไม่ต้องพูดสักคำ เราว่านี่คือการแสดงที่ต้องใช้การจัดการทางอารมณ์ภายในที่ไม่ง่ายอย่างแน่นอน

อีกหนึ่งความดีงามของเรื่องนี้ คือ บทของ “โจ” ลูกชายที่แสดงโดยเอ็ด อ็อกเซนโบลด์ กับการแสดงที่สะกดคนดูได้กับความนิ่งในสายตาและเนิบช้าในการแสดงออกทางอารมณ์ ในวัยที่ไม่ควรต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ชีวิต ที่ต้องมาเห็นพ่อกับแม่ที่กำลังกลับไปค้นหาตัวตนของตัวเอง โดยเฉพาะครึ่งหลังของเรื่องที่เริ่มทำงานหารายได้ช่วยเหลือแม่ ด้วยการไปเป็นผู้ช่วยในร้านถ่ายรูป โจ จดจำทุกคำพูดของเจ้าของร้านที่พูดถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในรูปถ่ายทุกใบ ที่เป็นที่มาของฉากจบของเรื่องที่รับรองว่าจะทำให้คนดูทุกคนถึงกับ “จุก” แบบพูดไม่ออกเลยทีเดียว

Wildlife เป็นหนังดราม่า ที่เล่าเรื่องแบบค่อยๆ ให้เราได้รู้จักตัวละครทุกตัวและเข้าถึงจิตใจอย่างเข้าใจ
ตัวละครมีมิติ ไม่แบน และฉาบฉวย ทุกการกระทำมีที่มาที่ไปและมีเหตุผลรองรับ พร้อมตั้งคำถามให้คนดูได้กลับไปคิดว่าทุกการกระทำของทุกตัวละครนั้น เราควรฟันธงว่าเขาเหล่านั้นผิดที่ตัดสินใจแบบนั้นหรือเปล่า

“แล้วเราจะยังไงกันต่อไป” คือประโยคที่โจถามพ่อกับแม่ และแน่นอนว่าคนดูเองก็รอฟังคำตอบที่อาจไม่อยากได้ยินด้วยเช่นกัน

เช็ครอบและจองบัตรได้ที่
https://www.facebook.com/houseRCA/
http://www.majorcineplex.com/movie/wildlife

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
ศิริธรรม สว่างพลอย

นักคิด นักเขียน อดีตนักโฆษณา ผู้ชื่นชอบและหลงใหลการเล่าเรื่องผ่านตัวอักษร เสพติดการเดินทางแบบซอกแซกและเดินเตร่แบบไม่เร่งรีบ ทุกที่ที่ไปเพื่อการเรียนรู้และเปิดโลกเพื่อกำไรชีวิตจากการได้เปลี่ยนที่ยืนหายใจ ความสุขคือการได้พูดคุยกับคนแปลกหน้า และได้เพื่อนใหม่เป็นคนแปลกถิ่นจากการเดินทาง