ชุดไปรเวท ความสร้างสรรค์ที่เลือกได้ภายใต้ระเบียบของสังคม

“ชุดนักเรียนยังจำเป็นในการศึกษาหรือไม่?”

คำถามนี้กลับมาอีกครั้งหลังจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังที่มีตำนานกว่า 166 ปีอย่างกรุงเทพคริสเตียนที่ได้ออกมาทด
ลองให้นักเรียนได้ใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้สัปดาห์ละ 1 วัน โดยมีเป้าหมายให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องความคิดสร้างสรรค์ การยอมรับความแตกต่าง และการกล้าแสดงออก

ที่มา : www.BBC.com

แต่ต้องยอมรับกันว่าการตั้งคำถามลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้เราอาจจะเคยได้เห็นการรณรงค์การยกเลิกเครื่องแบบนักศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยนักศึกษาได้ตั้งคำถามว่า กฎระเบียบต่างๆ ที่สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการว่ากล่าวตักเตือน และการหักคะแนนความประพฤติกับคนที่แต่งตัวไม่เรียบร้อย มันจะทำให้คุณภาพทางงานวิชาการดีขึ้นหรือไม่

และหากเราไปศึกษาข้อถกเถียงเกี่ยวกับชุดยูนิฟอร์มในต่างประเทศ เขาคุยเรื่องนี้กันมายาวนานยิ่งกว่าหางว่าวเหมือนบ้านเราในเวลานี้ไม่ผิดเพี้ยน ประวัติศาสตร์นั้นบอกว่า เดิมทีชุดยูนิฟอร์มเกิดขึ้นมาเพื่อให้เราได้แยกว่าใครกำลังทำหน้าที่อย่างไรในสังคม ชุดนักเรียนก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งต่อมาประเทศไทยเองก็ได้รับแนวคิดนี้มาตั้งแต่การวางรากฐานการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5

ที่มา : pixabay

แต่พอในยุคต่อมามีการปฏิวัติทางสังคมในยุค 1960 โดยเริ่มต้นจากอังกฤษและสหรัฐอเมริกาซึ่งให้สิทธิและเสรีภาพในการสร้างสรรค์ในเรื่องต่างๆ ทั้งดนตรี เสื้อผ้า ไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ๆ เครื่องแบบนักเรียนจึงถูกท้าทายว่าทำไมจะต้องทำเป็นกฎเกณฑ์ และปัจจุบันโรงเรียนส่วนใหญ่ได้ยกเลิกเครื่องแบบนักเรียนกันแล้ว แต่ยังมีการกำหนดรูปแบบความเหมาะสมของชุดที่จะสวมใส่ให้กับนักเรียน ส่วนโรงเรียนเอกชนชื่อดังราคาค่าเทอมแพงก็ยังมีการใส่ชุดยูนิฟอร์ม นั้นกลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นสูงหรือผู้ที่ดีมีอันจะกินเขาใส่กัน

อย่างไรก็ตามการตั้งคำถามเรื่องชุดยูนิฟอร์มก็ยังไม่หายไปไหนแม้ในสังคมตะวันตก บางความเห็นยังมองว่ามันไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างกันและสามารถโฟกัสเรื่องการศึกษาได้ ในขณะที่บางคนมองว่าแตกต่างสิ เอาแค่โอกาสทางการศึกษาก็ยากแล้ว ตัดชุดยูนิฟอร์มครั้งหนึ่งราคา 150-170 ปอนด์ เดินไปซื้อเสื้อถูกๆ ในร้านค้าแค่ 3-4 ปอนด์ยังทำให้คนเข้าถึงการศึกษาในราคาที่ถูกกว่าอีก

“ลึกๆ แล้วสังคมยังมีแนวคิดที่สู้กันอยู่และเป็นสิ่งที่จะสู้กันแบบไม่มีวันจบ”

จะเห็นได้ว่าข้อถกเถียงทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีต มันเป็นการปะทะกันระหว่าง 2 ชุดความคิด โดยแนวคิดแรกคือ การใส่ชุดเครื่องแบบจะทำเกิดความเป็นระเบียบ รู้จักหน้าที่ และทำให้ไม่เกิดความแตกต่างกันในสังคม และแนวคิดในทางตรงข้ามที่มองว่าการใส่ชุดอะไรก็ได้ จะทำให้เกิดสิทธิเสรีภาพทางความคิด การให้โอกาสใหม่ๆ นำไปสู่การพัฒนาที่ดีกว่า

ในมุมมองของทาง GU Awesome คิดว่า หากเราเปลี่ยนชุดนักเรียนเป็นชุดไปรเวทแล้ว สังคมก็ยังพัฒนาไปในแนวทางที่ดีได้ ไม่ได้เกิดความไร้ระเบียบอย่างที่ใครๆ คิดและเป็นกังวลกันหรอก เหตุผลที่เรามองก็คือ กฎระเบียบในโลกเรานั้นมีหลายระดับ มีทั้งกฎเกณฑ์ที่เขียนขึ้นมาเป็นข้อตกลงเขียนกันบนกระดาษ ไปถึงกฎเกณฑ์ที่มาจากความรู้สึกหรือค่านิยมทางสังคม และทุกอย่างนั้นมันก็เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ ตามพลวัตทางสังคมในแต่ละยุคสมัย

เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบของโรงเรียน เด็กๆ หลายคนอาจจะดีใจ และหลายคนคิดว่าตัวเองจะแต่งตัวหลุดโลกแบบไหนก็ได้ แต่ไม่รู้อะไรซะเลยว่าจริงๆ แล้วผู้บริหารโรงเรียนกำลังให้โจทย์ใหม่ ใหญ่กว่าเดิมให้พวกเขาได้เรียนรู้วิชาสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิตนอกตำนานเรียนแบบลงสนามจริง ในบทเรียนที่มีชื่อว่าการสร้างทักษะในการเข้ารหัสทางสังคม

ที่มา : pixabay

บทเรียนนี้จะสอนนักเรียนว่า เมื่อทุกคนแต่งชุดอะไรก็ได้มาเรียน มันกลับจะถูกจับตามองยิ่งกว่าชุดนักเรียนซะอีก เพราะการแต่งตัวนั้นถือว่าเป็นอวัจนภาษาแบบหนึ่งที่เรากำลังสื่อสารไปยังบุคคลอื่นๆ ว่าตัวตนของเราเป็นอย่างไร ซึ่งถูกผู้ที่ได้พบเห็นนั้นก็ตีความออกมาได้หลายรูปแบบ มันไม่มีคำตอบที่ตายตัว

การแก้ปัญหาของโจทย์นี้คือ ทำอย่างไรให้เราสามารถอยู่กับคนอื่นในสังคมได้อย่างเหมาะสมที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่ซับซ้อนและหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นความเหมาะสมต่อเพื่อนร่วมชั้น การเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรุ่นพี่รุ่นน้อง การมีกาลเทศะต่อครูบาอาจารย์ การรักษาภาพลักษณ์ที่ดีต่อสังคมรอบโรงเรียนที่มองเข้ามา

จากที่ทีมงาน GU Awesome ได้พูดคุยกับน้องนักเรียนในวัยมัธยมปลายเกี่ยวการแต่งตัว น้องได้ให้ประเด็นที่น่าสนใจมาก คือ

“เวลาที่ผมแต่งตัวออกไปเที่ยว ถ้าแต่งตัวไม่เรียบร้อย ดูเซอร์ๆ เฟี้ยวฟ้าว พ่อแม่ก็จะว่าตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้านเพราะกลัวว่าจะถูกคนอื่นมาหาเรื่อง ส่วนแฟนยิ่งไม่ชอบเลย เขาชอบผู้ชายดูเรียบร้อย ดูสะอาด ไม่งั้นแม่เขาก็ไม่อยากจะให้ยุ่งกัน”

“การเอาของแพงๆ ไปใช้ที่โรงเรียนก็ต้องดูด้วยนะว่า เพื่อนเราคิดยังไง บางอย่างใส่ไปคนเกิดการหมั่นไส้ ก็ไม่ควรใส่ไป ยิ่งของบางอย่างเอาไปแล้วจะมีคนยืม ยืมไปยืมมาจนหาย ก็ไม่เอาไปดีกว่า ส่วนคนที่แต่งตัวแบบหลุดโลกก็คงมีบ้าง แต่คิดว่าคงไม่ใช่ทุกคน การแต่งตัวประหลาดๆ อาจจะโดนเพื่อนแกล้ง ถูกคนในโรงเรียนแซวก็ได้ แล้วก็จะเลิกแต่งหลุดๆ กันไปเอง”

“จริงๆ การให้แต่งชุดไปรเวทก็ทำให้มานั่งคิดว่า ในวันนั้นๆ เราจะต้องไปไหนและจะต้องแต่งตัวยังไง อย่างถ้าต้องไปเจอเพื่อนก็ต้องแต่งตัวแบบหนึ่ง ถ้าต้องไปธุระกับพ่อแม่ก็ต้องแต่งตัวอีกแบบหนึ่ง”

จากข้อซักถามดังกล่าว สามารถวิเคราะห์ได้ว่า การอนุญาตให้เด็กแต่งตัวแบบไปรเวทนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เด็กแต่งตัวแย่ๆ ขาดความรับผิดชอบ ไม่เรียบร้อยเสมอไป เด็กในยุคนี้มีความคิดและความรับผิดชอบต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงได้

ท้ายสุดแล้วทุกคนจะปรับตัวเข้าหากันได้ และรู้ว่าจะต้องแสดงออกตัวตนของตัวเองอย่างไร ในโลกที่มีความหลากหลายทางความคิด ทั้งหมดนำไปสู่บทสรุปของหลักสูตรวิชานี้คือ

“การแต่งชุดอะไรก็ได้ มันยังคงทำให้เราต้องคิดว่าจะต้องแต่งยังไงถึงจะอยู่ในสังคมได้”

เมื่อเด็กๆ เข้ารหัสทางสังคมเป็นก็จะนำวิธีการไปแก้โจทย์ พัฒนาและปรับใช้ในโอกาสต่างๆ ในอนาคต  ได้อย่างรวดเร็ว มีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่ที่มากขึ้น รู้ว่าในวาระไหนจะต้องใช้อวัจนภาษาผ่านการแต่งตัวอย่างไรให้เหมาะสมในสังคมภายหน้า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องงานที่ไม่มีข้อกำหนดในการแต่งกายหรืออาจจะไปอยู่ในอาชีพที่มียูนิฟอร์มอีกครั้ง การไปงานพิธีการต่างๆ ที่สำคัญและต้องเลือกความเหมาะสมกับตัวเองให้ดี และรวมถึงการพัฒนาการเข้ารหัสทางสังคมที่แตกต่างในด้านวัฒนาธรรมอย่างการไปเที่ยวหรือศึกษาต่อในต่างประเทศ

การแต่งชุดไปรเวทอาจจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่มันสอนบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ให้กับนักเรียนได้เยอะมากกว่าที่เราคิด แม้อาจจะมีข้อโต้แย้งอยู่บ้าง แต่วิธีการนี้เป็นเรื่องที่ดีในระยะยาวในการพัฒนาประเทศชาติอย่างแน่นอน

อ้างอิง

https://voicetv.co.th/read/NiGblpa5r

https://www.change.org/p/นิสิตจุฬา-รณรงค์ยกเลิก-การบังคับ-แต่งชุดนิสิต

https://www.theguardian.com/education/2011/jan/18/school-uniform-results

https://prachatai.com/journal/2013/09/48726

https://en.wikipedia.org/wiki/Counterculture_of_the_1960s

https://en.wikipedia.org/wiki/School_uniforms_by_country

https://www.isranews.org/isranews-article/23637-ชุดนักศึกษา-ความหมายทางสัญลักษณ์ในเสื้อผ้า.html

 

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
รังสรรค์ ศิริกร

เจ้าของนามปากกา หมีขาวกับแมวน้ำ เป็นนักเขียนช่างฝันที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันเพื่อเรียนรู้ความเป็นไปของสังคม