วรรธนา วีรยวรรธน: “เจี๊ยบเป็นแม่ที่ชวนลูกโดดเรียน”

เจี๊ยบ-วรรธนา วีรยวรรธน นักร้อง นักแต่งเพลง นักเขียนบทละคร และคุณแม่ลูกสอง บอกกับเราถึงความไม่เข้าใจว่าในเมื่อลูกทำคะแนนได้ถึง 95 แล้วทำไมจะต้องเรียนพิเศษ ความฝันของเธอคือครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกชายจะมีเรื่องชกต่อยกับเขาบ้าง ค็อกเทลแก้วแรกของลูกสาวคือประสบการณ์ที่ดื่มร่วมกับแม่ และจะเป็นไรไปหากวันไหนที่อากาศดีหรือลูกไม่อยากไปเรียน เราก็แค่โดดเรียนแล้วออกไปนั่งรถเล่นหรือดูหนังด้วยกัน ฯลฯ

ไม่แปลกเลยหากใครสักคนหรืออีกหลายต่อหลายคนจะมองว่าเป็นแนวคิดที่แหวกกรอบหรือผิดไปจากบรรทัดฐานทั่วไปของสังคมนี้ แต่เมื่อได้มองเห็นถึงเหตุและผลลัพธ์ เรากลับพบว่ามันมีความแยบคายอีกหลายประการที่แฝงอยู่ในความสัมพันธ์อันละเอียดอ่อนของแม่กับลูก และออกผลมาสู่สองชีวิตที่งดงามของเนปาลและธิเบต ลูกสาวและลูกชายวัย 18 และ 15 ที่เป็นทุกอย่างของเธอ

ขอย้อนถามในวันที่คุณเจี๊ยบจะมีลูกคนแรกคุณเจี๊ยบมองภาพการเป็นแม่ของตัวเองเอาไว้ยังไง
แม่ที่พาลูกเที่ยวไม่เรียนหนังสือค่ะ (หัวเราะ)

อะไรทำให้คิดแบบนั้นคะ
ห้องเรียนมันไม่สนุกน่ะแล้วเด็กเรียนเยอะไป แต่การเรียนแบบนั้นมันไม่ใช่การเรียนรู้ ไม่ใช่องค์ความรู้ การศึกษากับความรู้มันคนละเรื่องกันในความคิดเรานะ เจี๊ยบรู้สึกว่าองค์ความรู้บางอย่างมันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในห้องเรียนแน่ๆ ก็เลยคิดว่าจะเป็นแม่ที่พาลูกเที่ยวตะลอนๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ทำไม่ได้หรอกค่ะ เพราะจากตัวเขาเองด้วย ในที่สุดตัวเขาเองก็ต้องมีสังคมเพื่อนเขา แล้วก็มีโลกของเขาที่โรงเรียน

เราให้เขาเรียนโรงเรียนวอลดอร์ฟคือโรงเรียนไตรพัฒน์ แต่ตอนแรกเลยเขาไม่ได้เรียนวอลดอร์ฟนะเขาเรียนในโรงเรียนที่เมนสตรีมมากๆ ชื่อดัง และทั้งคุณครูและพ่อแม่มีค่านิยมเรื่องคะแนนจุดจุด เช่น เก้าสิบจุดห้า จำได้ว่าครูของธิเบต (ลูกชาย) เรียกคุณแม่ไปพบ ซึ่งเจี๊ยบไม่ตกใจกับการโดนครูเรียกนะ ฉันพร้อม ความฝันของเราคือลูกชายมีเรื่องชกต่อยกับใครสักคนแล้วครูเรียก (หัวเราะ) เราว่าผู้ชายมันต้องมีเรื่องชกต่อยสักครั้งหนึ่งในชีวิตน่ะ พอไปถึงกลายเป็นว่า คุณแม่คะ รู้สึกว่าธิเบตจะต้องเรียนพิเศษนะคะ พอดีคะแนนธิเบตเขาเก้าสิบห้า อีกนิดเดียวเขาจะได้ท็อปทรีที่จะต้องขึ้นไปรับรางวัลบนเวที งงมั้ย นั่นไม่ใช่ความฝันของฉันไง เรารู้แค่ว่าคะแนนเก้าสิบห้าไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษแล้ว ถ้าครูจะให้เรียนมันไม่ใช่แล้วล่ะ

เคยเห็นคุณแม่คนหนึ่งเขาดุลูกเขาด้วยคะแนนจุดจุดเหล่านี้อย่างโหดร้ายมากในความรู้สึกเรานะ คือจริงๆ เขาอาจจะเป็นแม่ที่ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมก็ได้แต่ไม่ใช่เรา เรารู้สึกว่าเราไม่ต้องการให้ลูกอยู่ในสังคมที่ให้ค่านิยมเรื่องตัวเลขมากๆ เช่น ชุดดรัมเมเยอร์ราคาเท่านี้ ชุดไม้สองราคาเท่านี้ ชุดเชียร์ลีดเดอร์ราคาเท่านี้ ปีนี้ต้องขึ้นไปแสดงบนเวทีต้องใช้ช่างแต่งหน้าแบบนี้ ทุกอย่างเป็นตัวเลขหมดเลย เราก็รู้สึกว่ามันไม่น่าจะใช่สังคมแบบที่เราอยากจะให้ลูกเราเติบโต และมันเป็นการเรียนในห้องเรียนแบบท่องจำ

แต่น้องก็เรียนเก่งมาก ไม่เสียดายความสามารถนี้ของเขาหรือ
เจี๊ยบเชื่อว่าจริงๆ แล้วเด็กที่ท่องจำเก่ง เรียนหนังสือเก่ง ไม่ได้ผิดนะคะ เขาก็มีความสามารถในแบบของเขา เด็กที่ไม่ท่องจำ ไม่ทำอะไร ฉันชอบทำอย่างอื่น นั่นก็ไม่ผิด เจี๊ยบมีความรู้สึกว่าการศึกษามันก็เหมือนทางเลือกเพศน่ะ มันหลากหลายได้แล้ว มันควรมีเฉพาะทางสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเมื่อเด็กเรียนจบไปแล้วสิ่งที่โดดเด่นคือความยูนีคของเขา แต่การศึกษามันไม่ได้ซัพพอร์ตตรงนั้นเจี๊ยบว่าความยูนีคมันละเอียดมากเลย แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เจี๊ยบไม่รู้ว่าผิดรึเปล่าก็คือ เจี๊ยบเลี้ยงลูกโดยใช้ความเชื่อ เชื่อในตัวเขานะ ไม่ใช่เชื่อในตัวเอง แต่เชื่อในตัวเขาว่า ถ้าเราเปิดโอกาส วันหนึ่งเขาจะรู้ได้เองว่าเขาจะต้องเดินไปทางไหน

ความเชื่อนี้เกิดจากประสบการณ์ของตัวเองในอดีตหรือเปล่า
เจี๊ยบโตมาในครอบครัวฮิปปี้ เจี๊ยบออกจากการศึกษาตอน ม. 3 แล้วคุณพ่อก็อนุญาต ให้ไปเรียนดนตรี ที่บ้านเราจะซัพพอร์ตเรื่องนี้ ใครฝันอะไรก็ทำไป ข้อดีก็คือเราก็ได้ความบ้าบิ่นตรงนั้นเหมือนคุณพ่อมา เราจึงไม่แปลกใจที่ว่าเราจะหยุดเรียนในวันที่อากาศดีเพื่อจะเอาลูกไปนั่งรถเล่น อ้าว ไม่เสียดายเหรอ กรุงเทพฯ มันนานๆ หนาวทีนะ  เจี๊ยบก็จะเฮ้ยๆ วันนี้เราโดดเรียนกันมั้ย วันไหนฝนตกก็นอนกอดกันดีกว่า หรือวันไหนที่ลูกชายเขาดูอารมณ์ไม่ดี ก็เขากำลังโตเป็นวัยรุ่นน่ะ วันนี้ผมไม่อยากทำอะไรเลย งั้นก็ไม่ต้องทำ ก็ให้พี่เนปาล (ลูกสาว) ไปโรงเรียน แม่ก็ทำงานอยู่บ้าน ลูกอยากทำอะไรก็ทำ โดดบ่อยมาก เทอมที่แล้วก็เพิ่งชวนโดดเรียนค่ะ (หัวเราะ) เราแค่รู้สึกว่าหากเขาไม่ได้อยากไปที่ที่เขาต้องไป ก็ไม่ต้องไป เจี๊ยบบอกเขาว่าถ้าวันไหนอยากโดดเรียนให้บอก วันไหนอยากอยู่บ้านเฉยๆ ให้บอก แล้วก็ทำเลย

บางทีลูกโดดเรียนเราก็จะนั่งรถไปหาหนังดูหรือไปกินอะไรอร่อยๆ แล้วคุยกัน เราชอบถกกันเรื่องหนัง อย่างเขาชอบดู Three Billboards Outside Ebbing, Missouri มาก เขาบอกว่ามันเป็นเรื่องของการให้อภัย ล่าสุดเขาดู Green Book ก็ชอบมาก มันเป็นความสัมพันธ์แบบเพื่อนเมื่อเจอเมื่อไรก็คือเพื่อน เรานั่งคุยกันว่าธีมของมันคืออะไร แกนของมันคืออะไรโดยส่วนตัวเจี๊ยบมองว่าหนังมันคือการเรียนรู้อย่างหนึ่ง เราบอกเรื่องร้ายแรงกับลูกบางอย่างได้โดยที่เราไม่ต้องพูดกันโดยตรง

แต่การจะอนุญาตให้ลูกโดดเรียนได้ ก็ต้องมีความเชื่อมั่นในตัวลูกพอสมควรว่าเขามีเหตุผลพอที่วันนี้จะไม่ไปโรงเรียน
เด็กที่รักเพื่อนขนาดนั้นและชอบไปโรงเรียนมาก ถ้ามีวันที่เขาบอกว่าเขาไม่อยากทำอะไรเลย เจี๊ยบคิดว่าวันนั้นเขาคงมีอะไร ถ้าเขาพูด แสดงว่าเขาไม่ไหวแล้ว เหมือนคนเราชอบพูดว่าเราต้องฟังเสียงร่างกายนะ ถ้าปวดท้องในเวลาแบบนี้มันมีสัญญาณบางอย่าง ลูกก็เหมือนกัน ถ้ามีอะไรที่ดูแล้วไม่ปกติเราต้องรับฟังทันที เข้าไปแสดงตัวทันทีว่าเราอยู่ตรงนี้

เจี๊ยบใช้วิธีมองย้อนมาที่ตัวเอง ตอนเป็นเด็กเราก็ต้องเคยทำเรื่องป่าเถื่อนนอกลู่นอกทาง ถูกมั้ยคะ แต่เจี๊ยบแค่อยากบอกเขาว่า หากเขาจะนอกลู่นอกทาง เจี๊ยบสามารถรู้ได้ แค่นั้นเอง แต่เชื่อมั้ยคะว่าตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่นอกลู่นอกทาง เท่าที่รู้นะ ในหมายเหตุขีดเส้นใต้ (หัวเราะ) เพราะเราก็ไปไหนก็ไปด้วยกันหมดเลย อย่างไปเที่ยวทะเลกันกับเพื่อนๆ เขาก็อยากลองเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ลองไปด้วยกัน สั่งค็อกเทลมา เป็นผู้หญิงต้องรู้ก่อนว่าค็อกเทลมันหวานแต่เมาง่าย เบียร์มันขมแต่ไม่ค่อยเมา เหล้ามันเป็นแบบนี้ นั่งกินด้วยกัน ค่อยๆ เรียนรู้ด้วยกัน


ตั้งใจอยากสอนเขาด้วยตัวเองมากกว่าให้เขาไปทดลองเอง
แน่นอนค่ะ เหมือนเจี๊ยบเลี้ยงลูกแบบปล่อย แต่ถ้ามองในแง่กลับกัน เจี๊ยบไม่ได้ปล่อยต่างหาก คนอื่นเขาอาจไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ แต่เรามองว่าสุดท้ายแล้วยังไงก็ต้องมีวันหนึ่งที่เด็กจะต้องกินเหล้า ดังนั้นเราเคลมเลยดีกว่าว่านี่คือหน้าที่เรา

ด้วยความที่ลูกกำลังเป็นวัยรุ่น มีปัญหาเรื่องอารมณ์ที่เราต้องรับมือไหม
มีค่ะ เขาค่อนข้างจะติสต์กันทั้งสองคน แล้วติสต์กันคนละแบบ เจี๊ยบเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่ฝั่งลูก จะเครดิตฝั่งเด็กมากกว่าฝั่งผู้ใหญ่ เจี๊ยบมีความรู้สึกว่าคุณสมบัติข้อหนึ่งที่เด็กมีคือ เด็กไม่เคยคาดหวังให้พ่อแม่เก่งเลย ไม่เคยคาดหวังว่าอยากให้พ่อแม่เป็นหัวหน้าแผนก ไม่เคยคาดหวังให้พ่อแม่ต้องรวย ดีงาม มีแต่เด็กทุกคนจะพูดกับพ่อแม่ว่าไม่เป็นไร ตัวอย่างง่ายๆ เราทำแก้วน้ำหกบนโต๊ะอาหาร เขาจะบอกว่าไม่เป็นไรคุณแม่ ธิเบตก็จะหยิบทิชชูมา แต่ถ้าเป็นลูกทำ เขาจะถูกตำหนิทันที ทำไมโตป่านนี้แล้วยังทำน้ำหก นึกออกมั้ยคะ มันเป็นไดอะล็อกของพ่อแม่ ซึ่งเจี๊ยบไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น

แต่นั่นจะไม่ใช่ไดอะล็อกคุณเจี๊ยบ
บางครั้งก็เป็น (หัวเราะ) เพราะลืม ไม่ได้อนุญาตให้ตัวเองลืมได้นะ แต่ลืม พอเราเป็นคนดูแลเขา เราอยู่ในสถานะที่เราถือว่าเราเหนือกว่า เราก็จะปฏิบัติกับเขาเป็นคนที่ด้อยกว่า ในแง่หนึ่งคือเขาเป็นเด็ก สองคือฉันกำลังเลี้ยงดูเธออยู่ เราลืมสถานะในความเป็นมนุษย์ของเขา บางทีเราล้างจานแล้วจานลื่นหลุดจากมือเราจะบอกตัวเองว่าไม่เป็นไร มันแค่ความผิดพลาด แต่เมื่อลูกทำจานแตก เราไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงไม่รู้สึกว่ามันเป็นความผิดพลาดเช่นเดียวกัน เราก็จะเตือนตัวเองว่าอย่าดุเขาด้วยเรื่องโง่ๆ แบบนี้ มันไม่เมกเซนส์เลย

จริงๆ การศึกษาของวอลดอร์ฟเขาบอกว่าการทำงานบ้านคือการเรียนรู้การทำงาน เมื่อเด็กทำแก้วแตก เขาจะรู้ว่านั่นคือความผิดพลาดและเขาต้องแก้ไขมันด้วยการหาทางเก็บแก้วไม่ให้แก้วบาดมือตัวเอง ไม่ให้บาดมือคนอื่นที่เดินมาบริเวณนั้น ล่าสุดเครื่องซักผ้าเจ๊ง ก็เลยสอนลูกซักผ้าแบบโบราณซึ่งพวกเขาเพิ่งเคยซักกัน วันนี้เครื่องซักผ้าเจ๊ง และฉันจะไม่ซ่อมแล้วเพราะมันสิบห้าปีแล้ว ฉันจะรอซื้อเครื่องใหม่เมื่อฉันพร้อม ฉะนั้นระหว่างนี้ เราต้องซักผ้าแบบอินเดียไปก่อน (หัวเราะ) ซักแบบอินเดียคือยังไง คือซักแล้วฟาด เปียกกันไปหมดวันนั้น ธิเบตจากหัวร้อน พอเปียกก็เริ่มสนุก แต่เราก็พบว่าการซักผ้าคือกระบวนการการเรียนรู้การทำงานเลยแล้วมันจะติดตัวเขา ความเนี้ยบ ความละเอียด ความต้องบิดผ้าให้แน่น มันกลายเป็นว่าเขาถูกฝึกเรื่องทักษะและความละเอียด ต่างจากซักเครื่อง ลงเครื่องปุ๊บ กดปุ่ม อะไรที่สำเร็จรูปมากๆ กระบวนการเรียนรู้ในการทำงานมันไม่เกิดแล้วมันไม่ติดตัวเขาจนถึงเวลาเขาเข้าทำงานในงานที่เขาต้องทำ เขาจะไม่มีความละเอียด จะแก้ปัญหาไม่ได้

วอลดอร์ฟจะสอนว่างานบ้านเป็นงานที่ต้องทำควบคู่ไปกับงานบนโต๊ะ มันจะต้องบาลานซ์ชีวิต และเด็กจะรู้ว่าความรับผิดชอบของเขาไม่ใช่แค่งานบนโต๊ะ แต่คือการดำรงชีวิตด้วย บ้านเขาต้องสะอาด ห้องเขาต้องเรียบร้อย ผ้าห่มเขาต้องพับ เสื้อผ้าเขาต้องรีด อะไรที่เป็นของของเขา เขาต้องดูแลเอง มันคือการเรียนรู้ที่จะดูแลชีวิตตัวเอง ซึ่งห้องทุกวันนี้รกมากกก (หัวเราะ) ผ้าห่มไม่พับ ก็ไล่ไปทีละเรื่อง

มีพาร์ตของแม่ที่จำจี้จำไช หรือมีความเป็นคุณแม่จอมบงการบ้างมั้ยในบางเวลา
พยายามห้ามตัวเองนะ  ไม่งั้นเดี๋ยวกลายเป็นยัยแม่น่าเบื่อ แต่บางทีมันก็อดไม่ได้ ช่องว่างของวัยน่ะ เราก็พยายามเตือนตัวเองมาก คำเดียวที่ท่องอยู่ตลอดคือเราต้องเชื่อในตัวเขา มนุษย์ทุกคนไม่มีใครอยากทำชีวิตตัวเองพัง ทุกคนจะมีสัญชาตญาณในการดูแลตัวเองอยู่แล้วเราต้องเชื่อมั่นเขาแบบนั้น แม่ต้องเป็นแม่ แต่แม่ก็ต้องเป็นเพื่อนได้ด้วย ยังไงเด็กทุกคนก็ต้องการแม่นะ

แล้วจัดการยังไงกับการที่จะบอกลูกว่า ยังไงแม่ก็ต้องมีชีวิตของเจี๊ยบ วรรธนาอยู่นะ
บ้านเราจะคุยกันอีกแบบ ไม่รู้ว่าบ้านอื่นเป็นยังไงนะ เราบอกกับเขาว่าแม่เป็นมนุษย์ บางวันที่แม่ไม่โอเค แม่ผิดพลาด มันก็เป็นความผิดพลาดในฐานะของความเป็นมนุษย์ที่เป็นแม่ ฉะนั้นความผิดพลาดเหล่านี้ใครก็เกิดขึ้นได้ ลูกก็เกิดขึ้นได้ แม่ก็เกิดขึ้นได้ เจี๊ยบจะถามเขาตลอด ล่าสุดถามธิเบตว่า ปีหน้าแม่จะสี่สิบเก้าแล้ว มีอะไรที่จะให้แม่ปรับปรุงมั้ย มีอะไรที่ลูกไม่ชอบในสิ่งที่แม่ทำมั้ย เขาก็คิดนะ แล้วเขาก็บอกว่าเอาจริงๆ มันมีเยอะนะสิ่งที่ผมไม่ชอบ แต่พอคิดแล้วมันเป็นสิ่งที่แม่ก็ต้องทำ

เราจะมีคำหนึ่งที่พูดกับลูกตลอดเวลาถ้าพี่น้องทะเลาะกัน ว่าเฮ้ย ทะเลาะกันทำไมเรื่องนี้ ไม่รู้จักกันเหรอ เธอไม่รู้เหรอว่าพี่เธอเป็นยังไง เธอไม่รู้เหรอว่าน้องเธอเป็นยังไง คือเราอยู่ด้วยกันทุกวัน มันก็ต้องเรียนรู้ว่าคนนี้ชอบอะไรไม่ชอบอะไร และถ้าวันหนึ่งคุณอยากกวนตีนเขา คุณก็ทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบ แต่ถ้าคุณไม่อยากกวนตีนเขาคุณก็อย่าไปทำสิ คุณจะได้ไม่ต้องทะเลาะกัน เขาก็จะเข้าใจนะ

เรารู้สึกว่าการที่แม่เคารพตัวเองว่าแม่เป็นมนุษย์ แล้วยอมรับความผิดพลาด สามารถพูดกับลูกว่า เฮ้ย เธอมีอะไรที่อยากให้ฉันปรับปรุง ลูกเขาก็จะเคารพในความเป็นมนุษย์ของแม่

เขาเคยเปรียบเทียบไหมว่าทำไมแม่ถึงไม่เหมือนแม่คนอื่นๆ
ไม่ เพราะเจี๊ยบไม่เคยพูดว่าเธอทำไมไม่เหมือนลูกคนอื่นเลย พอเราไม่พูดคำนี้เขาจะไม่พูดคำนั้นกับเรา เจี๊ยบเกลียดการเปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่นมาก เจี๊ยบว่ามันไม่แฟร์ ก็เธอยังไม่เหมือนแม่คนอื่นเลย เคยเห็นแม่ที่สอนลูกดี๊ดีนะ ลูกเขาดูเรียบร้อยน่ารัก เราก็ชื่นชมที่เขาเป็นแม่ในแบบของเขา เพราะเราเชื่อว่าแนวทางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องหันไปดูหน้าลูกด้วยว่าลูกโอเคในวิถีของเราหรือเปล่า แต่เราเชื่อว่าโตมาด้วยกันก็จะไปในทางเดียวกัน ซึ่งจะบอกว่าการเลี้ยงลูกแบบนี้ไม่ใช่ไม่มีข้อเสีย มันมี แต่เจี๊ยบแค่รู้สึกว่ามันมีข้อดีข้อเสียแบบที่เราก็เรียนรู้กันไปเรื่อยๆ มันไม่มีมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบหรือเปล่า และเราก็เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ แต่เหตุไฉนถึงคาดคั้นความสมบูรณ์แบบจากลูก

แต่ก็มีความสมบูรณ์แบบในแบบของเราอยู่ไหม
มีนะ เจี๊ยบว่ามี สมบูรณ์แบบในแบบของเจี๊ยบคือเขามีความฝัน เขาได้ทำของเขา เขามีความสุขในสิ่งที่ได้ทำ เขาภูมิใจในตัวเอง มีที่ยืนได้ ค่อยๆ ปล่อยเขา เจี๊ยบเชื่อว่าคนที่รวยมากๆ ไม่ใช่คนที่มีความสุขมากๆ แน่ๆ เจี๊ยบมั่นใจแบบนั้นและเจี๊ยบก็บอกเขาว่าสถานภาพทางสังคมไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าคุณมีความสุข

ความสุขจริงๆ มันกลับมาที่คำว่า ‘พอเพียง’ นะ เมื่อมีทุกอย่างที่ต้องการพอแล้ว เมื่อทำงานเท่านี้พอแล้ว เมื่ออยู่กับคนที่เรารักแค่นี้พอแล้ว บ้านหลังเท่านี้พอแล้ว เมื่อนั้นลูกจะรวยทันทีเลย รวยมันเกิดจากความพอ เราไม่ได้สอนให้ลูกต้องรวย แต่เราสอนให้ลูกอิ่ม จริงๆ เจี๊ยบว่ามีคนสอนลูกแบบนี้เยอะมากแล้วโดยเฉพาะช่วงหลังๆ มานี้

คิดยังไงกับการใส่ความคาดหวังลงไปในตัวลูก
อันตรายมากๆ เลย มันมีหนังหลายเรื่องมากที่เด็กพยายามปกป้องความรู้สึกพ่อแม่ โดยที่เขาต้องพยายามเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้ เขาต้องการเป็นคนที่เก่งในสายตาพ่อแม่ เขาต้องการเป็นคนที่ดีสำหรับพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่สบายใจ ซึ่งลูกเราก็เป็น อย่างช่วงเวลาที่เขาสูญเสียคุณพ่อ สิ่งที่บ้านเราทำเหมือนกันทั้งบ้านเลยคือพยายามทำให้ทุกคนในบ้านรู้สึกว่าเราโอเค เราปกป้องซึ่งกันและกัน แล้วเราก็ไปต่อสู้กับแผลของเราเองตามลำพัง ซึ่งเรามารู้ตอนลูกโต

ธิเบตเขาบอกว่าเวลาเขาเห็นพ่อเพื่อนมารับแล้วเขาคิดถึงพ่อ แล้วเขาจะร้องไห้ เขาใช้วิธีเอาดินสาดเข้าหน้า แล้ววิ่งไปห้องน้ำเพื่อไปล้างหน้า เนปาลก็มีวิธีของเขา ซึ่งเราไม่รู้เลยนะ แต่ตอนนั้นเราก็แย่ เราก็พัง เรามานอนคุยกันตอนโต แบบมองเพดานแล้วเอาเท้าเกยกันไปมา เขาถามว่าแม่เป็นยังไงบ้างในตอนนั้น โห ก็หนักน่ะ แล้วมันคุยกันว่าทุกข์ที่เราผ่านมาเราจัดการกับมันยังไง เขาบอกว่านึกว่าแม่ไม่ค่อยเป็นอะไร แม่ก็นึกว่าลูกไม่เป็นอะไรมาก แต่ทุกคนเป็นกันหมด

เจี๊ยบพูดเสมอว่ามันเหมือนอยู่ๆ เราถูกถีบออกมาจากเรือลำใหญ่มากๆ แล้วเราต้องว่ายน้ำไปพร้อมกัน ทุกคนรู้ว่าต้องเอาตัวให้รอดไปด้วยกัน ซึ่งมันมีข้อเสียนะว่าการเข้มแข็งในช่วงเวลานั้นมันทำให้เด็กรู้สึกว่าเขาก็ไม่ควรต้องร้องไห้ ซึ่งเจี๊ยบไม่เคยพูดเลย ทุกครั้งที่ร้องไห้ มันจะเริ่มจากใครสักคนเริ่มก่อนแล้วอีกสองคนร้องตาม ผ่านไปสองสามวันก็เป็นแบบนี้อีก สำหรับเราความทุกข์ไม่ได้อยู่ที่เราสูญเสียสามี ความทุกข์คือการเห็นลูกร้องไห้อย่างใจสลายมาก เราทุกข์สองเด้ง ก็ต้องนั่งจับมือให้กำลังใจกันให้มันผ่านไปให้ได้เพราะมันไม่มีทางออก

ความเป็นทีมของเรามันเป็นไปโดยปริยายว่า เรามีความเห็นอกเห็นใจกัน แบบร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน มองตากันนี่รู้แล้วว่าอีกคนต้องการอะไร เจี๊ยบจะรู้ว่าเขาเบื่อแล้ว สมมติเรานั่งอยู่บนโต๊ะที่มีคนอื่นอยู่มากมาย เราจะไลน์คุยกัน เธอเบื่อหรือเปล่า ถ้าเบื่อไปเดินเล่นก่อนได้นะ

การเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกคนเดียว มีผลกับน้องธิเบตไหมในการทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดหรือความต้องการของเด็กผู้ชาย
เราเชื่อว่ามีนะ แต่เขาไม่พูด เขาอยู่ในวัยที่ต้องการต้นแบบน่ะ เราก็ว่ามันยากมาก เพราะว่ารอบตัวแม่ไม่มีผู้ชายแท้เลย เกย์มากเกย์น้อยเกย์เยอะเกย์แต่งหญิง แม่ให้เรียกป้าแต่ทำไมเขาดูเป็นลุงล่ะ (หัวเราะ) คุณปู่เขาก็เสียแล้ว คุณตากับคุณลุงที่เป็นผู้ช้ายผู้ชายก็อยู่เชียงราย ช่วงก่อนหน้านี้ที่เขาจะรู้ความ เขาถามว่า แม่ผมจะติดเพื่อนแม่มั้ย (หัวเราะ) เรารู้สึกว่าเขาคงอยากจะมีผู้ชายสักคน เขาเลยรักเพื่อนมาก สนิทกับเพื่อนมาก

มีอะไรที่เป็นข้อกังวลไหมในฐานะแม่
เราไม่กังวลเรื่องอะไรเลย ยกเว้นเขาจะต้องโตไปแบบมีความสุขในวิถีชีวิตที่เขาเลือก อย่างตอนนี้เนปาลกำลังต้องเข้ามหาวิทยาลัย  เราก็นั่งคุยกับลูกว่าความคาดหวังในมหา’ลัยของลูกคืออะไร คือเขาขอทุนที่เรียกว่าทุน BUCA Talent ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ คนที่ได้ทุนนี้จะต้องทำงานมากกว่าเรียน เราก็บอกลูกว่าการที่ลูกได้ทุน แม่ดีใจกับลูกที่ลูกได้ในสิ่งที่ลูกต้องการ จริงๆ การเข้ามหา’ลัยไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับแม่เลย จะเข้าหรือไม่เข้า เอกชน รัฐบาล อะไรก็ได้ แต่แม่กำลังถามว่าหากลูกได้ทุนนี้ แล้วลูกต้องไปทำงานอย่างหนักเพราะว่าลูกเป็นเด็กทุน มันใช่การใช้ชีวิตในมหา’ลัยที่ลูกคาดหวังหรือเปล่า

เราแค่รู้สึกว่าตอนนี้ผู้ปกครองมักจะตั้งเป้าไว้เป็นสเต็ปแค่ว่า ลูกต้องเรียนที่ที่ดีทีสุด ลูกต้องเรียนให้ได้สูงที่สุด ลูกต้องจบในมหา’ลัยที่ดีที่สุดเท่าที่ลูกจะเข้าได้ แต่เรามีความรู้สึกว่าชีวิตหลังมหา’ลัยต่างหากเป็นชีวิตที่ถ้าหากพ่อแม่ช่วยกันแพลนให้ลูกได้มันจะดีกับเขามากกว่า เราไม่ได้จะก้าวก่ายว่าชีวิตส่วนตัวเขาต้องเป็นยังไง แต่ว่าถกกันตั้งแต่วันนี้เพื่อเธอจะได้เรียนในสิ่งที่เธอต้องการ แล้วไปใช้ชีวิตอย่างที่เธอต้องการอย่างแท้จริง คือเจี๊ยบไม่ได้มองว่าจุดหมายของการเป็นแม่คือส่งลูกเรียนจบมหา’ลัยแล้วเขาทำงาน แต่เราคิดว่าถ้าเราช่วยกันถามไว้ก่อนว่าเธอว่าชีวิตมันคืออะไร เธอเห็นภาพตัวเองทำอะไร ความสุขในการทำงานคืออะไร เพราะว่าชีวิตการทำงานคือชีวิตที่เหลือทั้งหมดของเธอหลังจากที่เรียนจบไปจนเธอแก่จนเธอตาย จริงอยู่ว่าคนเราเปลี่ยนงานได้ แต่ว่าทำยังไงเราจะมั่นคงกับตรงนี้เร็วๆ เพื่อเธอจะได้มีความสุขและชีวิตจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น

เจี๊ยบว่าเดี๋ยวนี้มีทางเลือกอาชีพมากขึ้น คนไม่ได้ต้องทำงานออฟฟิศ เลือกไลฟ์สไตล์ที่ตัวเองชอบได้ และเจี๊ยบรู้สึกว่าระบบการศึกษาตอนนี้ก็ยังไม่ได้ปรับตัวให้เข้ากับดีมานด์ซัพพลายของบริษัท ตอนนี้งานมันมัลติฟังก์ชั่น ไม่ใช่คนที่จบมาอย่างเดียวแล้วทำอย่างเดียวอีกต่อไป

ถามว่าเจี๊ยบกังวลอะไรกับลูก เจี๊ยบไม่กังวลเลยว่าโตไปเขาจะเป็นผู้หญิงชอบผู้หญิง หรือฉันจะเป็นผู้หญิงชอบผู้ชาย หรือชอบผู้ชายในร่างผู้หญิง อะไรก็ได้ แต่ว่ารู้แล้วใช่มั้ยว่าชีวิตต้องการอะไร มีความสุขกับอะไรตรงไหน ตัวเองยืนอยู่ตรงไหนของอะไร แล้วชอบตัวเองมั้ย ชอบสิ่งที่เกิดขึ้นมั้ยมากกว่า

คุณเจี๊ยบเป็นแม่ที่โรแมนติกหรือเปล่า
โรแมนติกที่สุด อย่างเขียนการ์ด ซ่อนเซอร์ไพรส์ใต้หมอน ลูกก็เป็นนะ เวลาเราไปทำงานต่างประเทศ ห่างจากเขาสักห้าวันสิบวัน พอกลับมาเจอกันมันดีมากเลย เจี๊ยบว่าทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าจะพ่อแม่ลูกหรืออะไร มันต้องมีระยะห่างบ้าง การห่างกันมันทำให้พบว่าอีกคนเขาเป็นที่ต้องการขนาดไหนของทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นพอกลับจากต่างประเทศเราจะสวีตกันมาก

เมื่อตุลาคมที่ผ่านมาเจี๊ยบไปเลห์สิบสองวัน เพราะต้นปีที่แล้วเนปาลเขาเขียนการ์ดวันเกิดให้ เขาเขียนว่าพวกเราโตแล้ว ดูแลตัวเองกันได้ประมาณหนึ่งแล้วแหละแม่ แม่อยากทำอะไรแม่ก็ทำเถอะ เลิกใช้พวกเราเป็นข้ออ้างในการไม่ทำอะไรเสียที อ่านแล้วก็สาธุ (หัวเราะ)

เหมือนการอยู่ด้วยกันต้องเคารพในตัวตนของอีกฝ่ายด้วย
ใช่ และสำคัญที่สุดคือพ่อแม่ต้องเคารพในตัวลูกด้วย พ่อแม่เรียกร้องความเชื่อฟังจากเด็ก แต่ว่าในขณะเดียวกันไม่ได้ให้พื้นที่ในการที่จะบอกเขาว่าเรารับฟังเขา พ่อแม่บางคนพอลูกพูดยกมือห้ามเลย หยุด ห้ามพูดห้ามเถียง ไม่ใช่แล้ว ถ้าอย่างนั้นคือการไม่ได้คุย และคุณจะไม่รู้จักลูกคุณเลยถ้าคุณไม่ปล่อยให้ลูกคุณเถียงคุณ เราจะรู้จักคนคนหนึ่งได้ยังไงถ้าเราไม่ทะเลาะกับเขา โดยเฉพาะลูกเรา เราต้องรู้ว่าอารมณ์แรงสุดของเขาอยู่ที่ไหน

มีทฤษฎีของตัวเองในการเลี้ยงลูกไหมคะ
เอาเขาเป็นกระจก เอาเขาเป็นตัวบอกเรา เป็นตัวสรุปผลในการเป็นแม่ เมื่อไรที่ช่วงไหนเขาดูเงียบๆ เราก็จะถามว่ามีอะไรเป็นอะไรหรือเปล่า คนอยู่ด้วยกันทุกวันหรือคนเป็นแม่ลูกกันมันมีบางอย่างที่มากเกินกว่าคนอื่นจะเข้าใจ เหมือนเจี๊ยบจะไม่ตัดสินแม่ที่ตีลูกในร้านอาหาร หรือเจี๊ยบจะไม่ตัดสินแม่ที่ปล่อยให้ลูกวิ่งในร้านอาหาร เพราะว่าเราเห็นเขาแค่โมเมนต์นั้น จริงๆ เราไม่รู้เลยว่าอยู่ที่บ้านเขาเป็นยังไง

ถ้าการเลี้ยงลูกเหมือนการทำข้อสอบ ให้เกรดอะไรกับตัวเอง
เจี๊ยบให้เกรดตัวเองไม่ได้ ต้องถามลูก เพราะถ้าเราให้เกรดตัวเอง ยังไงเราก็ต้องเข้าข้าง แต่เจี๊ยบจะบอกว่าต่อให้เราเลี้ยงลูกใกล้ชิดยังไง สิ่งที่ต้องระวังคือมันจะมีบางมุมที่เราไม่รู้จักเขาเลย ต่อให้สนิทแค่ไหนก็ไม่รู้จัก เราลองมองย้อนตัวเองไปในวัยเด็กสิ เราอยู่กับแม่ เราอยู่กับเพื่อน เราไม่เหมือนกันนะ มันจะต้องมีเรื่องหนึ่งที่เราไม่ทำแน่ๆ ตอนเราอยู่กับแม่ไม่ว่าจะเรื่องดีหรือไม่ดี หรือความเป็นตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ เจี๊ยบเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเป็น และเขาก็ต้องเป็นแบบนั้น

เจี๊ยบผ่านกระบวนการเลี้ยงลูกมาแล้วเป็นสิบปี ถึงได้เข้าใจว่าความเป็นแม่มันต้องระมัดระวังมาก ต้องมีศีลธรรมสูงมาก ต้องพร้อมมาก ต้องละเอียดถี่ถ้วนในความคิดตัวเองมาก ไม่เช่นนั้นมันคือการครอบงำหรือชี้นำที่ไม่ถูกต้อง หลายครั้งก็ชี้นำตามทัศนคติของเรา เหนือสิ่งอื่นใดความเป็นแม่ต้องมีความเป็นกลางกับทุกเรื่อง ไม่เลือกข้างตามความชอบของตัวเอง เวลาคุยกับลูกเจี๊ยบจะใช้คำว่า ‘อันนี้ในความเห็นแม่นะ’ แล้วถ้าอันไหนที่ส่วนตัวมากๆ ก็จะบอกว่า‘มันเป็นเพราะความชอบของแม่นะ แม่เลยพูดแบบนี้’ เขาก็จะไปพิจารณาเอา

จริงๆ เจี๊ยบพบว่าถ้าเรามีลูกเล็กในวัยเท่านี้ เจี๊ยบน่าจะเป็นแม่ที่ดีมากเลยในแง่วุฒิภาวะ อารมณ์ อันนี้คือสิ่งที่เรียนรู้จากตัวเอง

ถ้าไม่มีลูก คิดว่าชีวิตคุณเจี๊ยบในตอนนี้จะเป็นอย่างไร
มันจะไม่สมบูรณ์แบบ มันจะไม่เป็น ‘better person’ เจี๊ยบรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีขึ้นจากการที่ต้องเป็นแม่ แล้วก็ได้เรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง ได้พยายามหลายอย่าง ต้องใจเย็น ต้องรอบคอบ ซึ่งเจี๊ยบไม่ใช่แม่ที่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์แน่ๆ ไม่ได้อยู่ในครรลองของตำราเล่มไหนเลย แต่เป็นได้เท่าที่คนคนหนึ่งจะนึกออกว่านี่ดีที่สุดของเราคืออะไร

ถ้ามีหน่วยงานไหนติดต่อมาเพื่อมอบรางวัลคุณแม่ดีเด่นให้ล่ะคะ
เราก็จะรีบปิดประตูแล้วบอกว่า แม่ได้รางวัลว่ะ เราต้องไปรึเปล่า แล้วก็ขำกันเอง (หัวเราะ)

 

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
ศิริวรรณ สิทธิกา

คนเล่าเรื่องที่คลุกคลีอยู่กับตัวหนังสือมาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย สนใจเรื่องราวของผู้คน สังคม ไลฟ์สไตล์ และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันนอกจากจะยังคงถ่ายทอดเรื่องเล่าลงนิตยสารอย่างที่เคยทำมาเกือบยี่สิบปี ยังขยับแพลตฟอร์มไปสู่ออนไลน์และหนังสือเล่มด้วย