“ผมได้รู้ว่าพ่อเป็นใคร ในวันที่เขาจากไปแล้ว”

5301

เมื่อมานูเอล  ลุทเกนฮอสท์ ตัดสินใจส่งมอบไฟล์ภาพถ่ายกว่า 40,000 ภาพที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ขนาด 2 เทราไบต์ ให้กับ “สิงห์” ผู้เป็นลูกชาย นั่นคือวันที่เขารู้ว่าจะอยู่ในโลกนี้ได้อีกไม่นานแล้ว และนี่คือการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสุดท้ายของเขา ที่คาดว่าจะทิ้งบางอย่างไว้ให้กับใครบางคน ที่สนใจวิธีคิดของเขา

ที่มา : FB_ leonhard s. lutgenhorst

ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ “มานูเอล  ลุทเกนฮอสท์” ได้ชื่อว่าเป็นศิลปิน ผู้ออกแบบงานโปรดักชัน และผู้กำกับศิลป์ ที่คิดต่าง ทำต่าง มุมมอง และคำถามของเขาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในแวดวงศิลปะ ภาพยนตร์ และละครเวที นับครั้งไม่ถ้วน อย่างเช่น ฉากบันไดวนกลางเวทีในละครเรื่อง “สู่ฝันอันสูงสุด” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้มีละครเวทีแนวบรอดเวย์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนอกจากจะตราตรึงผู้ชมด้วยฝีมือการกำกับของยุทธนา  มุกดาสนิท คณะละครสองแปดแล้ว ยังมีการออกแบบฉากที่น่าสนใจ หรือผลงานการเป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง “วิถีคนกล้า” ซึ่งในปี พ.ศ. 2534 กวาดไป 13 รางวัลจาก 3 สถาบันรวมทั้งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีนั้น

ที่มา : FB_ Euthana Mukdasanit
ที่มา : FB_ Euthana Mukdasanit

นี่เป็นเพียงบางส่วนของผลงานที่น่าจดจำของมานูเอล  ลุทเกนฮอสท์ ผู้กำกับศิลป์ชาวเยอรมันที่เดินทางไปทำงานมาแล้วทั่วโลก แล้วตัดสินใจหยุดเพื่อลงหลักปักฐานในประเทศไทย แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผู้คนในแวดวงผู้เคยทำงานร่วมกับเขาต่างยกย่องเป็นเสียงเดียวกันก็คือ มุมมองความคิดที่แปลกใหม่ ทั้งในด้านการทำงานและการใช้ชีวิต หลายคนอดไม่ได้ที่จะเสียดายวิธีคิด หากจะต้องสาบสูญจากโลกนี้ตามตัวเขาไปพร้อมกับลมหายใจสุดท้าย ซึ่งนั่นไม่น่าจะใช่ความตั้งใจของมานูเอล  ลุทเกนฮอสท์ อย่างแน่นอน

ที่มา : Leonhard s. lutgenhorst

พ่อคือครู…ในการรับรู้ของลูกชาย

“เลออนฮาร์ด  สิงห์หัทย์  ลุทเกนฮอสท์” หรือ “สิงห์” ลูกชายคนโตของมานูเอล  ลุทเกนฮอสท์ เป็นเด็กผู้ชายที่เติบโตมาด้วยการตั้งคำถามตลอดเวลา เขาไม่แน่ใจว่าถูกสอนให้เลือก สอนให้คิด ตั้งแต่เมื่อไร เท่าที่จำความได้ ทุกวันหลังโรงเรียนเลิกตอน 4 โมงเย็น จะเป็นเวลาเริ่มต้น “ห้องเรียนของพ่อ” ซึ่งในความรับรู้ของเด็กชายวัย 5 ขวบตอนนั้น…ที่นั่นเป็นสถานที่ต้องห้าม…ห้ามแตะต้องของทุกอย่างบนโต๊ะทำงาน ที่วางกองไปด้วยเอกสาร ฮาร์ดดิสก์ ภาพวาด เขาไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร ทำอาชีพอะไร เห็นแต่นั่งอยู่หน้าคอมฯ ทุกวัน พอถามว่าพ่อสอนอะไรบ้าง สิงห์ตอบว่า “พ่อจะสอนในสิ่งที่ผมไม่ได้อยากเรียน เช่น สอนวาดรูป สอนอ่านหนังสือเป็นกะตั้ก อย่างแฮรี่ พ็อตเตอร์ ฉบับภาษาอังกฤษ เขาจะสอนการอ่านให้เข้าใจ ดังนั้นพออ่านไปสักพัก พ่อจะถามว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง”

ที่มา : FB_ leonhard s. lutgenhorst

พ่อไม่เคยแสดงความภูมิใจ แม้ผลการเรียนของสิงห์จะออกมาดีเพียงใด แต่สิงห์เคยเห็นแววตาพึงใจของพ่อสักครั้ง สองครั้ง ตอนที่เขาทำในสิ่งที่พ่ออยากให้ทำ เช่น การเขียนไดอารี่ หรือเริ่มจับกล้องแฮนดี้แคมมาถ่ายรูปตั้งแต่อายุได้ 5 ขวบ ซึ่งคำแนะนำเรื่องถ่ายรูปของพ่อก็แสนจะเรียบง่าย “อยากให้เห็นอะไร ก็ให้อยู่ในเฟรมนั้นแหละ ถ้าอยากให้เห็นคนยืนกลางฝน ก็ให้คนยืนกลางฝนมาอยู่ในรูป”

“ผมคิดว่าเขาอยากเป็นครู แต่ผมบอกเขาว่า ผมไม่ได้ต้องการครู ที่โรงเรียนมีครูเยอะแล้ว ผมอยากได้พ่อ”

ที่มา : FB_ leonhard s. lutgenhorst

ในวันที่รู้ว่าพ่อไม่สบาย

สิงห์เป็นเด็กประหลาดในสายตาของเพื่อนๆ มาตั้งแต่สมัยที่เรียนโรงเรียนวัดใกล้บ้าน การพยายามทำตัวกลมกลืนด้วยการพูดคุยในเรื่องเดียวกันยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะที่บ้านสิงห์ไม่มีทีวี ในขณะที่เพื่อนๆ ของเขาคุยกันแต่เรื่องที่ดูจากทีวี

พออายุได้ 12 ปี ความสัมพันธ์ของสิงห์กับพ่อค่อยๆ ห่างเหินกันไป เขาไม่ได้เข้าคลาส 4 โมงเย็นที่ห้องทำงานของพ่อเหมือนอย่างแต่ก่อน ความต้องการการยอมรับจากพ่อ ประกอบกับความสนใจเฉพาะทางที่เริ่มชัดเจนขึ้นในช่วงที่เขาเป็นวัยรุ่น ทำให้สิงห์มีโลกส่วนตัวสูง จนกระทั่งอายุได้ 16 ปี พ่อชวนสิงห์ไปเยอรมนี เพื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี และเหตุการณ์ครั้งนั้น คือจุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ระหว่างสิงห์กับพ่อ ตอนที่พ่อบอกกับเขาว่า…พ่อกำลังเป็นมะเร็งระยะลุกลาม

“ตอนนั้นผมโกรธมาก เพราะ 4-5 ปีก่อนหน้านั้น ตอนที่ผมมาอยู่กรุงเทพฯ เขาก็ไม่เคยเรียก ไม่เคยโทรมา แล้วอยู่ดี ๆ จะให้ต้องกลับมาสนิทกัน เพื่อรอวันที่เขาจะตายอย่างนั้นเหรอ พอรักกันปุ๊บแล้วเขาก็ตายไปแบบนั้น มันไม่แฟร์”

นั่นคือปฏิกิริยาของลูกชายของมานูเอล  ลุทเกนฮอสท์…ในวันที่รู้ว่าพ่ออาจจะอยู่กับเขาได้อีกไม่นาน

ที่มา : FB_ leonhard s. lutgenhorst

เริ่มทำความรู้จักพ่อ ในเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนัก

หนึ่งปีก่อนที่พ่อจะเสียชีวิต พ่อเดินมาบอกสิงห์ว่าอยากจะทำโปรเจกต์สุดท้าย ซึ่งจะเป็นโปรเจกต์แรก และโปรเจกต์เดียวที่จะทำกับลูกชาย พ่ออยากจะเก็บข้อมูลของตัวเอง “พ่อบอกว่าถ้าให้จ้างคนมาทำ ไม่ทำ ต้องให้ลูกเป็นคนทำ แล้วเขาก็เอาฮาร์ดดิสก์มาให้ผม 1 ลูก ประมาณ 2 เทราไบต์ ในนั้นมีไฟล์ภาพทั้งหมดกว่า 40,000 ภาพ”

สิงห์รับงานชิ้นนั้นมาอย่างมึนงง ด้วยรู้ว่านั่นคือสัญญาณบางอย่าง ซึ่งเป็นเวลาที่พ่อรอคอยมาทั้งชีวิต เพื่อให้ลูกมีความพร้อม และโตพอที่จะกลับมาเข้าคลาสเรียนของพ่ออีกครั้ง…เพราะวิชาที่พ่อจะสอนครั้งนี้ คือวิชาสุดท้ายของพ่อ

ที่มา : FB_ดินสอสี ทีม
ที่มา : FB_ดินสอสี ทีม
ที่มา : FB_ดินสอสี ทีม

รูปทั้งหมดในฮาร์ดดิสก์ มีทั้งภาพสี ภาพขาวดำ ภาพสเก็ตช์ ภาพที่สแกนจากหนังสือสารพัดเล่มที่พ่อเคยใช้ประกอบการทำงานสร้างสรรค์ ภาพการทำงานในประเทศต่างๆ หลายมุมโลก จากเยอรมนี อเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลี อินโดนีเซีย ฯลฯ และประเทศไทย

สิงห์รับสมบัติชิ้นสุดท้ายของพ่อจากเยอรมนี หอบหิ้วกลับมาทำที่เมืองไทยตอนที่เรียนปี 3 คณะนิเทศศาสตร์ สาขามัลติมีเดีย มหาวิทยาลัยรังสิต เขาหมดเวลาไป 3 สัปดาห์ ในการไล่ดูภาพทั้งหมด เพื่อแยกแยะหมวดหมู่ โดยไม่เข้าใจว่างานเหล่านั้นคืองานอะไร จากประเทศไหน ใครเป็นใคร ท่ามกลางความงุนงง สงสัย วุ่นวายใจ สิงห์ก็ก้มหน้าจัดการแยกไฟล์ภาพจนสำเร็จ ก่อนจะกลับไปเยี่ยมพ่ออีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นคลาสสุดท้ายกับพ่อที่เยอรมนี

ที่มา : FB_ leonhard s. lutgenhorst

ผลงานชิ้นสุดท้ายของพ่อ

การคัดเลือกภาพ 40,000 กว่าภาพ ลงมาจนเหลือแค่หลักพัน คือจุดเริ่มต้นการเดินทางครั้งสำคัญของพ่อและสิงห์ เขานำภาพที่คัดแล้วมาแก้สี ออกแบบ จัดรูปเล่ม แล้วจัดพิมพ์ออกมาเป็น Photo Book ต้นฉบับได้ 6 เล่ม โดยครอบครัวของน้าช่วยกันเย็บเข้าเล่ม แล้วนำกลับไปให้พ่อดูที่เยอรมนี

“ตอนที่ผมเอาหนังสือไปวาง เขาก็น้ำตาไหล เขาดูแล้วก็ร้องไห้ ผมบอกพ่อว่า งานพ่อเสร็จแล้วนะ ส่วนผมก็อยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว พ่อไม่มีอะไรต้องห่วง…ผมก็ถามเขาว่า ภูมิใจมั้ยที่ปล่อยขนาดนี้แล้วผมไม่เละ ผมไม่ได้ไปติดยาอะไร”

“พ่อตอบว่า…ไม่…เขาคาดหวังว่าผมจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว สิ่งที่ผมทำไม่ได้ทำให้พ่อแปลกใจ ซึ่งก็มองได้สองอย่าง อย่างแรกคือทำไมพ่อถึงไม่ภูมิใจกับเราเลย กับอย่างที่สอง การที่พ่อคิดแบบนั้นได้ ความไว้ใจต้องมีมากขนาดไหน ในการที่เขาปล่อยผมไปเลย แล้วเชื่อว่าผลจะต้องออกมาดี”

สิงห์ตัดสินใจนำหนังสือต้นแบบทั้ง 6 เล่ม กลับมาทำใหม่อีกรอบให้สวยขึ้นกว่าเดิม คราวนี้เขารวมไดอารี่ทั้ง 5 เล่มของพ่อเข้าไปด้วย ในนั้นมีผลงานการสเก็ตช์ภาพ แนวคิดในการทำงานแต่ละชิ้นซึ่งเขียนด้วยลายมือเป็นภาษาเยอรมัน ที่ทำให้เห็นวิธีการมองงานและต้นทางการคิดสร้างสรรค์ของ “มานูเอล  ลุทเกนฮอสท์” ที่ชั่วชีวิตของเขายังไม่เคยได้รับการจัดหมวดหมู่ให้อยู่รวมกัน จนออกมาเป็น photo book 8 เล่ม ที่เสร็จทันในวันสุดท้ายของชีวิต

แล้วพ่อก็ได้ทันเหลือบมาเห็นหนังสือทั้งหมดนั้น ก่อนที่จะเดินทางไกลไปตลอดกาล

ที่มา : FB_ leonhard s. lutgenhorst

หนึ่งปีหลังจากวันที่พ่อจากไป

จากความรู้สึกชาๆ ของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งผ่านการรับมือ จัดการกับงานศพของพ่อจนทุกอย่างออกมาได้สำเร็จเรียบร้อย สิงห์จึงเดินทางกลับเมืองไทย เมื่อได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง สิงห์เพิ่งรู้ตัวว่าเขาคิดถึงพ่อมากแค่ไหน “ผมก็รู้สึกเป๋ๆ ไปช่วงหนึ่ง เริ่มคิดเยอะเรื่องอนาคตและถามตัวเองว่า ถ้าพ่อยืนอยู่กับผมตอนนี้ พ่อจะตั้งคำถามกับผมว่าอย่างไร ผมเพิ่งเข้าใจความหมายที่คนบอกว่าความตายไม่ได้ทำให้เราจากกัน เพราะพ่ออยู่กับผมทุกวัน”

ความคิดถึงที่มีต่อพ่อ ทำให้สิงห์ออกเดินทางไปหาเพื่อนๆ คนสำคัญของพ่อ ทั้งที่ต่างประเทศและในเมืองไทย ยิ่งมีโอกาสได้ไปพบปะ พูดคุยกับเพื่อนๆ ของพ่อ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนในแวดวงศิลปะ การแสดง ละครเวที และอีเว้นต์ระดับโลก ยิ่งทำให้สิงห์รู้จักตัวตนของพ่อมากขึ้น จากความคิดที่อยากจะจัดงานรำลึกถึง “มานูเอล  ลุทเกนฮอสท์” เพื่อเปิดโอกาสให้เพื่อนๆ ของพ่อซึ่งหาเวลาพบกันได้ยาก ได้มาพูดคุยรำลึกถึงวันดีๆ ที่เคยทำงานร่วมกัน ได้ขยายใหญ่จนกลายเป็นนิทรรศการศิลปะ 10 วัน ที่มีทั้งการอ่านบทละครเรื่อง Death and the Maiden การฉายภาพยนตร์ไทยเรื่อง “วิถีคนกล้า”  ฉายบันทึกการแสดงสดละครเวที “สู่ฝันอันยิ่งใหญ่” ซึ่งหาชมได้ยาก การแสดงละครเวทีเรื่อง “ฟอลคอน” พร้อมเชิญมีผู้เกี่ยวข้องกับทุกงานที่มีความรู้ ความชำนาญในสาขาต่าง ๆ มาร่วมเสวนา

ที่มา : FB_ นิมิตร พิพิธกุล
ที่มา : FB_ นิมิตร พิพิธกุล

งานนี้จะไม่มีทางสำเร็จได้เลย หากปราศจากความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่าย อาทิ อ.รัศมี เผ่าเหลืองทอง, สันติสุข จงมั่นคง, บุษบา ดาวเรือง, บุรณี รัชไชยบุญ, วิลัดดา วนดุรงค์วรรณ, พันธุ์ธัมม์  ทองสังข์ และยุทธนา  มุกดาสนิท ผู้สนับสนุนคนสำคัญ และที่ขาดเสียมิได้ก็คือ ลักขณา  คุณาวิชยานนท์ อดีตผู้อำนวยการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และคณะผู้ทำงานทุกฝ่ายที่ทำให้เกิดงาน “Manuel  Lutgenhorst : Behind the Scenes ในความทรงจำ และมิตรภาพกับโลกศิลปะ” ในวันที่ 1-10 กุมภาพันธ์ 2562 ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ที่มา : FB_ leonhard s. lutgenhorst

ถึงตอนนี้ เมื่อถามว่าพ่อคือใคร สำหรับสิงห์ เขาตอบว่า

“เขาเป็นศิลปินที่ใช้ชีวิตอย่างไร้กรอบ คือคนที่เข้าใจได้ค่อนข้างยาก และเข้าถึงไม่ค่อยได้ แต่เขาจะไม่ยอมอยู่ภายใต้การควบคุมของอะไรเลย ถ้าเขารู้สึกว่ามันไม่ได้ทำให้เขามีความสุข แม้แต่ความตายยังกำหนดการใช้ชีวิตของเขาไม่ได้เลย พ่อไม่เคยบอกว่าควรจะคิดอะไร เพราะเราสามารถคิดได้ทุกอย่าง มันมีทางเลือกเยอะมาก แล้วชีวิตของเราก็ไม่จำเป็นต้องเดินไปทางนี้ทางเดียว แล้วเขาก็มีความเชื่อในเรื่องของ Empty Space คือฉากไม่ว่าจะยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม แต่มันก็ต้องสามารถกลับไปเป็นพื้นที่ว่างเปล่าได้อีกครั้ง”

“ผมหวังว่าตัวผมจะเป็นหนึ่งในผลงานที่พ่อภูมิใจ” สิงห์ทิ้งท้ายไว้เช่นนั้น

ที่มา : FB_ leonhard s. lutgenhorst

ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในนิทรรศการฯ สามารถเข้าชมได้แล้วตั้งแต่วันนี้- 10 กุมภาพันธ์ 2562 ตั้งแต่เวลา  11.00 – 19.00 น. ณ ห้องสตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หรือตรวจสอบตารางกิจกรรมต่างๆได้ที่ http://www.bacc.or.th/event/2230.html

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :