Micro School สอนเด็กให้รู้ว่าเขาเป็นใครตั้งแต่ยังไม่โต

265

อิจฉาเด็กรุ่นใหม่ที่โตมาในช่วงเวลาที่สังคมเริ่มมีการตระหนักรู้ว่า การศึกษาไม่ใช่คำตอบของการประสบความสำเร็จในชีวิต แล้ว “การศึกษา” คืออะไร หลายคนมีการศึกษาสูงแต่ไม่สามารถค้นหาความสุขให้กับชีวิตได้ การปรับตัวต่อสถานการณ์โลก สังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยาก บางคนปรับตัวไม่ได้ในช่วงทางแยกหรือทางเลือก จึงต้องใช้วิธี “ไหล” คือไหลไปจนกว่าจะเจอคำตอบ หรือไหลไปจนกว่าจะพบทางตัน ซึ่งพ่อแม่หลายคนก็เคยผ่านช่วงเวลาเหล่านี้มาแล้ว

แล้วเราจะให้ลูกประสบปัญหาเหล่านั้นหรือ จะดีกว่าหรือไม่ ถ้าเด็กๆ จะรู้ว่าเขาเป็นใคร เหมาะกับอะไร แล้วได้เป็นในสิ่งที่เขาต้องการ

การเรียนแบบตัดเกรดทำให้เด็กไม่มีความสุข

เราเคยได้ยินใครบางคนถูกตำหนิว่า ”ไม่มีการศึกษา” ด้วยเหตุที่ว่าปฏิบัติตัวไม่ถูกกาลเทศะ แสดงออกไม่เหมาะสม ถ้าเช่นนั้นการศึกษาที่เราตั้งหน้าเรียนประมาณ 16 ปี ตั้งแต่ป.1 ถึงปริญญาตรี ควรศึกษาเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมผลลัพธ์ที่ได้ เหมือนเราสอบตกไปทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องกาลเทศะในการเข้าสังคม การทำงานร่วมกับผู้อื่น การหาความสุขให้กับตัวเอง และการหารายได้ที่กลายเป็นปัญหาสำคัญ

เด็กวัยรุ่นหลายคนเลือกคณะในมหาวิทยาลัยตามเพื่อน โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนำไปประกอบอาชีพได้อย่างไร เราจึงเห็นเด็กที่เสียเวลาฝึกไปเกือบ 20 ปี กลับนำวิชามาใช้ไม่ได้ กลายเป็นทำงานไม่ตรงกับที่เรียน ต้องมาเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ เพราะเขาไม่รู้ว่าตัวเองมีแรงปรารถนา (Passion) อะไร หลายคนไม่ชัดเจนว่าตัวเองชอบหรืออยากทำอะไรด้วยซ้ำ วัฒนธรรม “ตัดเกรด” ที่ใช้วัดผลคนว่าเก่ง โดยดูจากตัวเลข ทำให้เราไม่ได้ทรัพยากรที่มีคุณภาพตามพรสวรรค์ เนื่องจากเด็กๆ สูญเสียเวลาไปซ่อมวิชาที่ตัวเองไม่ถนัด จึงไม่ได้ใช้ศักยภาพในช่วงเวลาที่สมองกำลังเรียนรู้การเจริญเติบโตในการค้นพบแรงปรารถนาของตัวเอง จุดนั้นความกลัวในการเอาตัวไม่รอด กลัวสอบตก กลัวโง่ ได้เข้ามาฝังรากอยู่ในมโนสำนึกเรียบร้อยแล้ว เราจึงเห็นคนเก่งแต่เกรดที่เอาตัวแทบไม่รอดมากมาย

จำเป็นไหมที่เด็กทุกคนจะต้องตบเท้าเข้าสู่กระบวนการกดทับจินตนาการและติดตั้งระบบซอมบี้ (ทำตามโดยไม่ต้องถามเหตุผล) เช่นเรื่องของการตื่นตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เพื่อไปหลับต่อในรถ กินข้าวเช้าในรถ เพราะพ่อแม่เองก็ต้องไปทำงานให้ทัน 9 โมงเช้า หรือแท้ที่จริงแล้วนี่คือระบบซอมบี้ที่เป็นการส่งต่อทางวัฒนธรรม จากพ่อแม่สู่ลูก ซึ่งจริงๆ ก็ไม่เคยมีใครตั้งคำถามด้วยว่าระบบนี้สร้างขึ้นโดยใคร และเพื่อจุดประสงค์อะไร ทำไมเราจึงต้องใช้ชีวิตอย่างไรทางเลือกเช่นนั้น

Micro School เหมือนหรือต่างจาก Home School

Micro School เป็นส่วนผสมระหว่างการเรียนแบบพื้นฐานในโรงเรียนรัฐหรือเอกชนทั่วไป กับ Home School ซึ่งพ่อแม่เป็นผู้ออกแบบการเรียนการสอนให้กับลูก ทั้งนี้ Micro School เป็นชั้นเรียนรวมกันตั้งแต่ระดับ ป.1-ป.6 โดยเน้นให้เด็กได้พัฒนาทักษะการอยู่ร่วมกัน การรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งกระตุ้นให้เด็กค้นพบเป้าหมาย หากเด็กสนใจเป็นผู้ประกอบการก็จะได้รับการสนับสนุนให้ไปในทางนั้น ผู้ที่ใช้คำว่า Micro Schooling เป็นคนแรกในปี ค.ศ. 2010 คือ Cushla Barry นักการศึกษาชาวอังกฤษ แนวคิดดังกล่าวได้เผยแพร่ไปยังหลายๆ แห่งทั่วโลก หนึ่งในรูปแบบ Micro School ที่น่าสนใจก็คือ Ad Astra School ของ Elon Musk (โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟังโดยละเอียด)

Micro School มีห้องเรียนเช่นเดียวกันกับโรงเรียนปกติแต่ขนาดเล็กกว่า จากเด็กนักเรียน 40 คนต่อครู 1 คน เหลือเพียง 15 คนหรือน้อยกว่านั้น คุณครูสามารถดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง เด็กจึงสามารถเข้าใจสิ่งที่เรียนได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องแบกกระเป๋าหนัก หรือต้องขนการบ้านกลับไปทำมากมาย

Micro School ในประเทศไทย

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีกลุ่มผู้บุกเบิก Micro School โดยการริเริ่มของ Roger Hamilton ภายใต้ลิขสิทธิ์ของสถาบัน GeniusSchool โดยจะใช้รูปแบบของ “Green School” (ซึ่งเป็น Child centered approach) ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เป็นแนวทางสร้างสรรค์บรรยากาศ และสภาพแวดล้อม เพื่อให้เด็กๆ ได้สร้างโลกที่อยากจะอยู่ด้วยตัวของเขาเอง Micro School จะทำให้เด็กๆ ได้เปิดเผยศักยภาพและพรสวรรค์ภายในออกมา ผ่านการเล่น การเรียนรู้ และการใช้เวลา โดยมีการออกแบบหลักสูตรร่วมกับผู้ปกครองและ Educator ที่ฝึกมาอย่างดีเรื่องการไม่ตีตราเด็ก

เพราะปลาควรได้ว่ายน้ำ ลิงควรไปปีนต้นไม้ ปลากับลิงเรียนรู้ที่จะเล่นกันอย่างรู้เท่าทันในความแตกต่าง แต่เกื้อกูลกันด้วยความเข้าใจและการสื่อสาร เด็กพลังงานสูงไม่ต้องถูกตีตราว่าสมาธิสั้น เด็กเงียบไม่ต้องถูกตีตราว่าเก็บกด เด็กๆ ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันได้ แต่เส้นทางไปสู่ความสำเร็จไม่เหมือนกัน นั่นคือความสนุกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

เพราะความสำเร็จในชีวิตคือการที่คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างยืดหยุ่น สอดคล้องไปกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในใจ หากทุกคนได้ฝึกคำถามสำคัญกับตัวเองอยู่เสมอว่าอะไรคือแก่นแท้ของการมีชีวิตอยู่ อะไรคือสิ่งเติมเต็มในชีวิต และเราจะใช้ชีวิตที่มีความสุขให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์และโลกได้อย่างไร นั่นต่างหากคือการศึกษาที่แท้จริง

 


ข้อมูลอ้างอิง

All Children Are Geniuses: The Genius School https://bit.ly/2Nchur9
Visiting Green School https://bit.ly/2SSx7cH
Genius School Thailand https://www.facebook.com/GeniusSchoolTh/
www.adastraschool.org

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :