40 แล้ว เก็บเงินยังไงให้รอด หรือจะยอมตายหยังเขียด

เวลาที่เราพูดถึงการใช้เงินไปกับรายจ่ายจนทำให้ไม่เหลือเงินเก็บ มักจะพบกับคำพูดปลอบใจตัวเองเป็นสำนวนเพราะๆ ว่า “มีเงินก็ใช้ไปเถอะ ไม่ตายก็หาใหม่ได้” ยิ่งเป็นคนทำงานประจำที่มีเงินเดือนเข้ามาสม่ำเสมอก็อาจจะไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องการใช้เงินเท่าไหร่ เดือนนี้เงินหมดแล้วเดี๋ยวเดือนหน้าบริษัทก็จ่ายเงินเดือนให้ใหม่ สบ๊าย สบาย

ปัญหาที่พบก็คือ หลายคนลืมคิดไปว่ารายได้จากการทำงานนั้นมันมีวันหมดอายุ ไม่ว่าจะเป็น

  • บริษัทไม่จ้างงานต่อ ทำให้ต้องหางานใหม่ ซึ่งยิ่งอายุมากจะหางานใหม่ได้ยาก
  • เกิดเหตุที่ทำให้เรา ทำงานต่อไม่ได้ เช่น ล้มป่วย พิการ
  • ถึงวัยที่ไม่มีคนจ้างงานเมื่อถึงกำหนดวัยเกษียณ

เพราะฉะนั้นแล้วชีวิตเราจะต้องเจอวันที่ไม่มีรายได้อีกต่อไป ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง และแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่เกินอายุ 60 ปี ซึ่งมันเป็นเวลาไม่เกิน 20 ปีข้างหน้าที่จะผ่านไปอย่างรวดเร็วมากเหมือนช่วงเวลาที่เราเรียนจบใหม่ๆ แล้วเข้าทำงานจนมาถึงอายุ 40 ในปัจจุบัน

หลังจากที่เราไม่มีรายได้ ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อ บางคนอาจจะต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้จนถึงอายุ 80 ปี บางคนก็อาจจะ 90 ปี และด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการแพทย์ อาหาร และความเป็นอยู่ที่มีคุณภาพ มนุษย์ในอนาคตอาจจะมีอายุยืนถึง 100 ปีก็เป็นได้ เมื่อเรารู้เงื่อนไขที่กำลังจะเกิดขึ้น คำถามก็คือเราจะแก้ป้ญหาได้อย่างไรให้อยู่รอดทางการเงิน?

เกษียณแล้วต้องมีเงินเท่าไหร่?

วิธีคิดที่เราสามารถคำนวณง่ายๆ ด้วยตัวเองได้ก็คือ การตั้งสมมติฐานของชีวิตและคำนวณเงินที่จะต้องใช้ในอนาคตคร่าวๆ ตาม Lifestyle ของเรา ตัวอย่างเช่น

หากเราต้องมีเงินใช้จ่ายในยามเกษียณ เดือนละ 20,000 บาท ตั้งแต่อายุ 60-80 ปี (240 เดือน) เราอาจจะต้องการเงินที่สามารถถอนมาใช้ได้รวมแล้ว 4,800,000 บาท หรือถ้าเราไม่มีเงินก้อนนี้ ก็ต้องมีทรัพย์สินบางอย่างที่สามารถสร้างรายได้ให้เราเป็นรายเดือนได้ เช่น การปล่อยเช่า การได้ดอกเบี้ย การได้เงินปันผล แทนการใช้แรงทำงานที่ไม่เอื้ออำนวยในเวลานั้นๆ

ตรงนี้เป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยทีเดียว และตัวเลขดังกล่าวยังไม่รวมการขึ้นราคาค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามภาวะเศรษฐกิจที่สูงขึ้น เราจึงจะต้องมีการวางแผนให้กับตัวเองตั้งแต่วันนี้

ทุกอย่างเริ่มจากการออม

หากเรากำลังสนุกสนานกับการใช้ชีวิตและยังหมุนเงินระหว่างเดือนไปพร้อมๆ กับการจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิต สิ่งแรกที่เราต้องตระหนักก็คือหากเรายังเป็นหนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันจะไม่มีวันจบ และเมื่อเราเข้าสู่วัยเกษียณที่ไม่มีรายได้อีกต่อไปแล้วอาจจะพบกับภาวะ “เงินหมดแต่ยังไม่ตาย” ซึ่งอาจจะทำให้เรากลายเป็นคนแก่ที่ต้องกลับมาหารายได้จนวันตาย หรือต้องพึ่งคนอื่นในการเลี้ยงดูแม้กระทั้งเรื่อยการเงิน

เราจึงต้องมานั่งทบทวนว่าการใช้จ่ายในปัจจุบันของเราเป็นอย่างไร การลดรายจ่าย ไม่ก่อหนี้ที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อชีวิต ก็จะทำให้สถานะทางการเงินของเราดีขึ้นและนำไปสู่การสร้างเงินออมได้

ซึ่งหลายคนที่ทำงานประจำในวัย 40 ปี เงินเดือนก็อาจจะมากอยู่แล้ว เช่น ในระดับ 50,000 – 100,000 บาท หากเราเริ่มออมสัก 20,000 บาทต่อเดือน ในช่วงอายุที่ยังมีรายได้อยู่ใน 20 ปีนี้ ก็ทำให้เราเก็บเงินได้ถึง 4,800,000 บาทได้เช่นกัน ถึงตรงนี้ก็ต้องเลือกเอาว่าเราจะปรับสมดุลในเรื่องการใช้เงินของเราในวันนี้อย่างไรให้มีใช้ในวันข้างหน้า และหากใครมีครอบครัวบุตรก็ต้องร่วมกันวางแผนว่าจะจัดการการเงินอย่างไรให้เมื่อเกษียณแล้วมีเงิน และครอบครัวสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ตัวเลขสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน

จริงๆ ชีวิตเราโดยพื้นฐานแล้วไม่ได้มีค่าใช้จ่ายมากเท่าไหร่ มันอยู่ที่ Lifestyle ล้วนๆ ส่วนใหญ่แล้วคนที่สามารถสร้างความร่ำรวยได้นั้นมักจะเป็นคนที่สามารถเพิ่มรายได้อยู่ตลอดเวลา แต่รายจ่ายไม่ได้ปรับขึ้นในอัตราที่สูงตามเพราะไม่ได้เพิ่ม Lifestyle ให้หรูขึ้น

ต้องเผื่อไว้หากเราไม่มีรายได้ก่อนเกษียณ

โลกเรานั้นล้วนไม่มีอะไรแน่นอน บางคนทำงานๆ ไปอาจจะป่วย พิการ ก่อนเกษียณก็เป็นได้ นั่นหมายความว่าเราอาจจะพบภาวะการขาดรายได้โดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ตรงนี้เราจะต้องศึกษาสิทธิประโยชน์ของข้อมูลประกันสังคมที่จะได้รับ และหากคิดว่ายังไม่พอต่อแผนระยะยาว อาจจะทำประกันประเภทต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อชดเชยด้วยทุนประกันที่ได้วางแผนไว้ตามวัตถุประสงค์ในด้านต่างๆ ของชีวิต

อย่าไปกลัวคนขายประกันที่นำเสนอขายเรา ลองคุย ประเมินค่าใช้จ่ายและสิ่งที่เราจะได้รับ หากเกิดความเสี่ยงนั้นๆ และหลายคนไม่ชอบการซื้อประกันเพราะมองว่า จ่ายไปแล้วไม่ได้ใช้ เสียเงินไปฟรีๆ แต่มักจะเสียดายที่ตอนมีโอกาสทำแล้วไม่ได้ทำ พอเกิดสิ่งไม่คาดฝันแล้วไปขอทำก็ไม่มีบริษัทประกันไหนเขารับทำ

เมื่อฐานการเงินดี ก็สร้างความมั่งคั่งต่อยอดได้

นอกจากการออมเพื่อเกษียณแล้ว หลายคนอาจจะมีเป้าหมายอื่นๆ ที่อยากจะทำในช่วงบั้นปลาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทั่วโลก การสร้างมรดกมอบให้กับลูกหลาน เมื่อฐานการเงินเราแน่น เราสามารถอยู่รอดได้ในยามเกษียณแล้ว หากเรามีเงินออมเพิ่มเติมจากเงินเก็บที่มีอยู่ ก็สามารถนำไปลงทุนสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ เช่น การซื้อหุ้น ซื้อกองทุนรวม ลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆ เราเรียกว่าการนำเงินไปต่อเงิน เงินก้อนนี้จะทำให้เรามีชีวิตในยามเกษียณที่สุขสบายขึ้น

อย่างไรก็ตามการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง มีโอกาสขาดทุนหรือกำไรก็ได้ เราจึงต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ ก่อนการลงทุนให้ดี วางแผนการลงทุนอย่างมีหลักการ ถ้าเราทำสำเร็จได้ย่อมทำให้เกิดการเติมเต็มในเป้าหมายต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นอีก และเมื่อเราเห็นงอกเงยมากยิ่งขึ้นย่อมทำให้เรามีความสุขในการเก็บเงิน  สามารถสร้างวินัยและพฤติกรรมทางการเงินที่ดีโดยไม่รู้ตัว รวมถึงการส่งต่อวิธีคิดต่างๆ ทางการเงินให้กับลูกหลานได้

โดยสรุปแล้วอายุ 40 ปี ก็ยังเป็นช่วงเวลาที่เราพอที่จะเริ่มเก็บเงินให้มีชีวิตที่ดีได้ในยามเกษียณ เพียงแต่สิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่ว่า “เราเริ่มแล้วหรือยัง” ต้องอย่าลืมว่าเวลาผ่านไปไม่เคยรอใคร ชีวิตเราไม่เริ่มที่อายุ 40 ปี ก็ต้องไปเริ่มที่อายุ 50 ปี แล้วช่วงไหนที่จะดีกว่ากันล่ะ? คำตอบมันอยู่ในใจของทุกคนแล้วก็คือ

“การวางแผนชีวิตทางการเงินควรเริ่มต้นกันตั้งแต่วันนี้”

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
รังสรรค์ ศิริกร

เจ้าของนามปากกา หมีขาวกับแมวน้ำ เป็นนักเขียนช่างฝันที่ใช้ชีวิตในแต่ละวันเพื่อเรียนรู้ความเป็นไปของสังคม