“สมมติจะสู้กับเสือ เรามีวิธีล้มมันหรือเปล่า” นนทวัฒน์ เจริญชาศรี กับ Something in ‘EVERYTHING’

ในวงการครีเอทีฟแล้ว หมู-นนทวัฒน์ เจริญชาศรี เป็นที่รู้จักกันดีถึงฝีไม้ลายมือในการออกแบบที่มีลูกเล่นน่าสนใจ และฉีกออกไปจากความจำเจเดิมๆ อยู่เสมอ เขาเป็นดีไซเนอร์ที่ทำงานมาหลากหลายอย่างที่เรียกได้ว่าครบทุกด้านของงานออกแบบ ทั้งงานกราฟิกดีไซน์ สถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน ไปจนถึงงานนิตยสาร ภายใต้ชื่อบริษัท DUCTSTOREthedesignguru และ The OTHERS ที่เขาก่อตั้ง

กลางปีที่แล้ว นนทวัฒน์สร้างสีสันใหม่ให้กับวงการสิ่งพิมพ์ที่ซบเซา ด้วยการก่อตั้งคอนเทนต์แพลตฟอร์ม ที่เชื่อมโยงออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกันในชื่อ ‘EVERYTHING’ โดยเน้นเนื้อหาที่เป็นครีเอทีฟไลฟ์สไตล์ แง่มุมไหนที่ต้องการความรวดเร็วและทันสมัย จะถูกจับวางขึ้นบนเว็บไซต์ www.iameverything.co ส่วนเนื้อหาที่ไม่มีเวลาเป็นข้อจำกัด เขาบรรจุลงบนเนื้อกระดาษที่ยังกรุ่นกลิ่นน้ำหมึก ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีนักอ่านอีกจำนวนมากต้องการเสพนิตยสารในสัมผัสแบบเดิม

“งานออกแบบของผมเป็นการตั้งคำถามกับดีไซน์ต่างๆ ว่ามันรวมกันได้หรือเปล่า ซึ่งผมเรียกมันว่า Hybrid หรือลูกผสม EVERYTHING ก็เหมือนกัน มันเป็นการจับสิ่งที่ผมชอบทุกอย่างในอดีตมารวมกันเป็นอันใหม่ บนพื้นฐานของการเล็งเห็นความขาดที่เรารู้สึกว่ามันไม่มี”

เราคุยกับนนทวัฒน์ในวันที่นิตยสาร EVERYTHING ฉบับที่ 5 ของเขาเจียนคลอดเต็มแก่ ก่อนจะได้พลิกอ่านเรื่องราวชวนเซอร์ไพรส์ในเล่ม เราชวนให้เขาเล่าถึงไอเดียที่พลุ่งอยู่ในความคิดของเขามานาน และปั้นโมเดลนี้ขึ้นมา แม้ใครๆ จะบอกว่าหมดยุคของมันแล้ว

การที่ยังดึงดันทำแมกกาซีนในยุคที่ใครๆ ก็บอกว่า “แมกกาซีนมันตายแล้ว” คุณคิดอะไรอยู่

ผมมองว่าที่แมกกาซีนมันตาย เพราะว่าเขาปรับตัวไม่ทัน แมกกาซีนที่มีเจ้าของ บรรณาธิการบริหาร และครีเอทีฟไดเร็กเตอร์เป็นคนละคนกัน คุณจะไม่สามารถพลิกตัวได้อย่างรวดเร็ว เพราะจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งมันต้องเป็นขั้นเป็นตอน ต้องขออนุมัติ อีกอย่างบรรณาธิการอาจจะไม่เข้าใจเรื่องดีไซน์เลย หรืออาจจะไปให้ความสำคัญกับแฟชั่นมากเกินไป ฝ่ายแฟชั่นก็บอกห้ามครอปรูปนะ อาร์ตไดเร็กเตอร์ก็ไม่กล้าทำนอกเหนือคำสั่ง งานที่ออกมาก็เลยมีแต่อะไรเดิมๆ ที่น่าเบื่อ ซึ่งก็ทำให้เดาได้ว่าเล่มหน้าหัวก็อยู่ตรงนี้ ฟอร์แมตก็เป็นแบบนี้ ผมว่าที่มึง dead กัน เพราะมึงน่าเบื่อไง!!!

ซึ่ง EVERYTHING จะไม่เป็นแบบนั้น?

EVERYTHING มันเกิดจากสิ่งหนึ่งที่ผมตั้งใจจะทำมาตลอดอย่างหนึ่งเลยคือทำแมกกาซีน ตั้งแต่เรียนจบมา นอกเหนือจากงานออกแบบไม่ว่างานอินทีเรียร์ อาร์คิเทคเจอร์ ครีเอทีฟ สิ่งหนึ่งที่ผมทำมาตลอดคือทำแมกกาซีนดีไซน์ ทำมาหลายเล่ม จนได้ไปเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ให้นิตยสาร Wallpaper นิตยสารหัวนอกที่ออกมาแรกๆ แล้วทำให้กระแสนิตยสารหัวนอกช่วงนั้นเข้ามาอยู่ไทยเต็มไปหมดเลย ผมเป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ที่ทำงานคู่กับบรรณาธิการคนแรก คือพี่กบ-กฤษณพงศ์ เกียรติศักดิ์ งานนี้เหมือนเป็นครูชั้นดีของผม ทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีการคิดคอนเซ็ปต์ เป็นครีเอทีฟคอนเทนต์ แต่ความที่มันเป็นนิตยสารจากอังกฤษ ที่มีข้อกำหนดอยู่แล้วว่าต้องทำตาม Brand Book เราก็ทำไปตามนั้น แต่พอมีกรอบมากๆ ก็ทำให้เรารู้ว่าถ้าเป็นเราเราจะไปทางนี้ จะไม่ไปทางนี้ เพราะมันน่าเบื่อ

ผมทำ Wallpaper อยู่เกือบเจ็ดปี เจ็ดสิบสองเล่ม เรากับ Wallpaper จบไปแล้ว แต่มันยังไม่สุด ผมยังคันอยู่ จากนั้น 3 ปีก่อนก็ไปทำThe Jam Factory กับ Rubbers Magazine สิ่งที่เราได้มาก็คือความสุดแบบหนึ่ง แต่ผมก็ยังรู้สึกว่ามันไปต่อได้อีก ถ้าคุณจะทำหนังสือในแบบที่คุณอยากให้เป็น คุณต้องสามารถคอนโทรลทุกสิ่งได้เกือบทั้งหมด

พอมาเป็น EVERYTHING ผมเป็นผู้ก่อตั้ง เป็นบรรณาธิการบริหาร เป็นครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ผมคุมทั้งสามอย่าง ฉะนั้นไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ เพราะผมจะทำให้เกินความคาดหมายที่เคยมี และจะไปให้ดีกว่าเดิม

ช่วยเล่าโมเดลของ EVERYTHING ให้ฟังหน่อย

ตอนนี้คอนเทนต์ต่างๆ อยู่ในโซเชียลมีเดีย และมันอยู่บนมือถือหมดแล้ว เอาง่ายๆ สองปีที่ผ่านมาเราเห็นการกำเนิดของ Web Content มากมาย บางเล่มมีปรินต์ด้วย แต่ตอนหลังเขาก็ทิ้งกัน ทุกคนทิ้งปรินต์หมด ผมคิดว่านี่แม่งโอกาสกูเลย เพราะเค้าปิดกันหมด ผมเลยเปิดโดยเชื่อมโยงมันเข้าด้วยกันระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ ให้มันทำหน้าที่ไปพร้อมๆ กัน ไม่มีอะไรนำอะไร แต่ทำงานควบคู่กันไป ไม่ใช่เอาเนื้อหาบนหน้าฟีดมาใส่ในปรินต์ เพราะแป๊บเดียวมันไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่อยู่บนปรินต์ก็ต้องเป็นอะไรที่ดูแล้วสามารถเก็บได้ ส่วนออนไลน์เป็นอะไรที่เร็วๆ แล้วบรรจุอะไรที่ค่อนข้างเยอะได้

แต่จริงๆ ตอนแรกไม่ได้คิดอะไรมาก คิดแต่ว่าถ้าทำปรินต์ เราจะทำปรินต์แบบไหน ช่วงต้นปีที่แล้วผมทำเว็บคอนเทนต์ให้ลูกค้าหลายอัน และผมเห็นสัญญาณบางอย่าง แล้วกองเราเป็นกองใหญ่ ถ้าวันไหนเขาเลิกสัญญาจ้างกับเรา เราจบเลย เราต้องคิดแล้วว่าเราจะทำอะไรกัน

เราจะ Shift ตัวเองจาก Design Agency เป็น Publisher ซึ่งน่าจะเป็น Office Design แรกๆ ที่มี Media เป็นของตัวเอง และ ถ้าจะมองกลับกัน เราก็เป็น Publisher ที่เป็นบริษัทออกแบบ Support ทั้งหมด ไม่ใช่เป็นแค่แผนก ผมบอกน้องสาวและทีมที่ทำงานมาด้วยกันว่า หมดยุคที่เราจะต้องรอฝนตกแล้ว เราควรจะทำเอง และผมจะทำปรินต์ ทำแมกกาซีน โดยส่งให้เฉพาะคน เพราะผมสังเกตว่าแผงหนังสือตอนนี้มันไม่มีแล้ว เหลือแต่ในห้างใหญ่ๆ เท่านั้น และคนไม่ค่อยซื้อ Magazine แล้ว ฟรีก๊อปปี้ที่แจกกันอยู่ก็เป็นอะไรที่ดูไม่มีราคา ไม่เหมือนเมื่อก่อน ตอนนี้วางอยู่ตามร้านกาแฟไม่มีใครแยแสเลย เหลือเป็นขยะ ก็คิดว่าทำไมต้องทำเยอะๆ ล่ะ ทำน้อยๆ ได้มั้ย ทำน้อยแล้วค่อยทำมาก เมื่อก่อนเขาต้องทำมากแล้วค่อยทำน้อย เปิดตัวตู้ม แล้วเงินก็หมดไปเรื่อยๆ

ตั้งต้นไว้เท่าไรสำหรับที่คิดจะทำแจก

ตอนแรกคิดจะทำห้าร้อยเล่ม ส่งไปตามรายชื่อที่ผมมีเก็บไว้ เหมือนเราแจกการ์ดงานแต่ง คนสำคัญจะได้รับงาน
ปรินต์ของผมที่ทำอย่างประณีต แต่พอดูราคาแล้ว ระหว่างห้าร้อยเล่มกับสองพันเล่ม สองพันเล่มโอเคกว่า เลยทำออกมาสองพัน แล้วส่งไปยังรายชื่อที่เก็บสะสมไว้ประมาณยี่สิบปี เป็นเพื่อนในวงการตั้งแต่ทำ Ductstore, Wallpaper ผมส่งให้ดีไซเนอร์ ส่งให้ครีเอทีฟ อินฟลูเอนเซอร์ เพราะคนพวกนี้จะเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังสื่อสารอยู่ ส่วนคนที่ไม่ได้ปรินต์ก็ไปดูบนออนไลน์ แล้วออนไลน์จะเป็นตัวกระจายสื่อของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มากขึ้น ลูกค้าสามารถซื้อหนึ่งแล้วได้ทั้งปรินต์ทั้งออนไลน์ โดยออนไลน์จะมีวิดีโอ เฟซบุ๊กเพจ ยูทิวบ์ ไอจี หรือจะแตกเป็นอะไรก็ได้

แล้วผมก็สร้างเว็บขึ้นมาใหม่ โดยเว็บคอนเทนต์ของผมต้องเป็นเว็บที่สามารถสะท้อนคาแรกเตอร์ของปรินต์ของผมได้ มันเป็นเว็บคอนเทนต์ที่สามารถเพิ่มเลเยอร์หรือใส่ดีไซน์ได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่ใช่เป็นเวิร์ดเพรสธรรมดา ฉะนั้นเว็บกับปรินต์ของเรามันจะไปด้วยกัน คุณจะไม่เจออะไรที่น่าเบื่อ

ส่วนตัวปรินต์ที่ส่งไป ผมสามารถระบุตัวตนได้ว่า เป็นใคร อายุเท่าไร อาชีพอะไร บริษัทอะไร มีชื่อเสียงมั้ย คนที่ได้รับ ถ้ามันถูกใจเขา เขาก็จะนั่งลูบมัน กระดาษมันเป็นยังไง สร้างความเซอร์ไพรส์ให้เขา มันกลายเป็นสิ่งที่ค่อนข้างตรงกับความต้องการของยุคนี้ คือเราไม่จำเป็นต้องหว่านลงไปทุกกลุ่ม เราเลือกกลุ่มของเรา แล้วเราสื่อสารให้ตรงกลุ่ม แค่นี้ แล้วเดี๋ยวมันจะไปในวงกว้างเอง ถ้าเกิดคุณมาถึงแล้วจะแมสเลย มันไม่มีแล้ว นอกจากคุณต้องรวยโคตรจนหว่านมันไปได้ทั่ว ตอนนี้ลูกค้ามาหาเรา ก็เพราะเขาเห็นด้วยว่าเออจริง จะไปลงโฆษณาในปรินต์แบบเดิมที่ไม่รู้ว่าใครซื้อใครหยิบทำไม

ผมวางแผนทำโปรเจกต์นี้นานกว่าครึ่งปีโดยที่ไม่บอกใครเลย เล่มแรกตอน Launch ก็ไม่ได้ขายแอดลูกค้าด้วย เพราะตอนแรกกลัวโดนก๊อป ใครพูดก่อนนี่ผมจบเลย เพราะวิธีเราใหม่สุดไม่เหมือนใคร เลยต้องเก็บเป็นความลับอย่างดี ผมสร้างสตอรี่ที่ไม่ต้องตามคนอื่น เป็นสตอรี่ของเรา ตอนนี้ใครทำตามก็ทำเลย เพราะ วิธีนี้เป็นของผมแล้ว

ตอนนี้ EVERYTHING มาถึงฉบับที่ห้าแล้ว มันพอจะบอกกับคุณได้หรือยังว่าคุณคิดไม่ผิดกับโมเดลที่คุณปั้นขึ้นมา

จากครั้งแรก เราพิมพ์แค่ สองพันเล่ม เล่มต่อๆ มาก็ค่อยเพิ่มขึ้นตามลำดับ จนเล่มปัจจุบัน จำนวนอยู่ที่ 5,500 เล่มในความ Premium Niche ของเรามันทำให้เรารู้สึกว่าลูกค้าเริ่มเข้าใจเรา เขารู้สึกว่ามันมาถูกเวลามาก เพราะในเวลาที่คนพูดว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตายแต่จริงๆ แล้วมันไม่ตายหรอก แค่มันต้องทำให้เป็น ต้องทำให้ถูกทางเท่านั้นเอง ยังไงคนก็ยังเสพคอนเทนต์อยู่ คนที่จะซื้อโฆษณาก็ยังมีอยู่ ผมแค่เปลี่ยน Business Model ใหม่ จากที่เมื่อก่อนทำคอนเทนต์ขายหรือหยิบฟรี กลายเป็นแจกเฉพาะคน เหมือนไดเร็กต์เมล เป็น Limited Print Edition

ชื่อ EVERYTHING มีนัยที่ซ่อนไว้ในนั้นไหม

มันคือทุกอย่างที่ผมชอบ ผมไม่อยากตั้งชื่อที่ดัดจริตเพราะผมผ่านยุคดัดจริตมาแล้ว หมายถึงชื่อที่เป็นคำที่ดูคูล ดูเท่พวกนั้นน่ะ ผมอยากได้ชื่อที่มันค่อนข้าง Simple จำง่าย แต่จริงๆ คอนทราสต์ มันคือ Everything แต่ความจริงมันคือ Something มันคือบางอย่างในทุกอย่าง EVERYTHING ของผมมันพูดโดยรวมของ Category แล้วในแต่ละ Category ก็คือบางอย่างของทุกอย่าง เช่น บ้านบางหลังของบ้านทุกบ้าน เราเลือกของที่ต่างจากคนอื่น แล้วผมอยากให้ EVERYTHING มันเกี่ยวข้องกับ DUCTSTOREthedesignguru และ The OTHERS ของผม ซึ่งแต่ละชื่อมันมาจากสิ่งที่เราเป็นจริงๆ

แล้วสิ่งที่คุณ‘เป็นจริงๆ’ คือเนื้อหาที่อยู่ใน EVERYTHING ด้วยหรือเปล่า

เป็นสิ่งที่เราอินจริงๆ เราชอบจริงๆ เราไม่ได้เฟก เราอยู่ในวงการออกแบบ เราเป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ เราชอบแฟชั่น ชอบสนีกเกอร์ เราก็ต้องเอาสิ่งที่เราชอบมาทำให้เห็นว่าเราคิดยังไง นิตยสารเล่มนี้ผมนิยามมันว่าเป็น Creative Lifestyle เป็นการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรรค์สำหรับทุกคน เช่น คนที่เป็นครู เป็นหมอ เขาอยากจะมีบ้านเท่ๆ อยากแต่งตัวสวยๆ เราให้ไอเดีย ให้อินสไปเรชั่นในแง่ครีเอทีฟไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่ชีวิตของครีเอทีฟ

มีคนรอบตัวสะกิดหรือทักมั้ยว่ามันเสี่ยงนะ ที่จะทำสิ่งพิมพ์ในยุคที่พฤติกรรมคนเสพสื่อเปลี่ยนไปแล้วแบบนี้

มี แต่ผมรู้สึกว่าไม่ลองไม่รู้ ผมกล้ามากกว่ากลัว ถามว่ากลัวมั้ยก็กลัวบ้าง แต่ก็มาขนาดนี้แล้วผมประเมินความเสี่ยงแล้วว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้มั้ย เรามีโอกาสชนะรึเปล่า สมมติจะสู้กับเสือ เรามีวิธีล้มมันหรือเปล่า ผมรู้ว่าผมจะฆ่ามันยังไง!!!

ผมอยู่ธุรกิจนี้ ผมเป็นคนทำคอนเทนต์ ทำดีไซน์ ทำเลย์เอาต์ ผลิตทุกอย่าง ฉะนั้นผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมจะทำผมคอนโทรลทุกอย่างในมือได้ ผมมั่นใจว่าผมพร้อม แต่ถ้าผมแค่มีตังค์ ดีไซน์ไม่รู้เรื่อง แล้วอยากทำอะไรก็ทำ อันนี้เจ๊งทุกอย่าง

ที่ผมทำผ่านการคิดมาแล้วว่าเราคอนโทรลได้หมด และมองความเสี่ยงด้วย พูดจริงๆ ตอนนี้มันก็ยังเสี่ยงอยู่ แต่มันมีรีเทิร์นกลับมา มันเป็นจุดเล็กๆ ที่ค่อยๆ ใหญ่ขึ้นๆ คนเริ่มเห็นว่าเรากำลังทำอะไร ลูกค้าเริ่มเห็น เริ่มมีคนอินบ็อกซ์มา เริ่มโทรมา จากกระแสที่ว่ามันคืออะไรวะ กลายเป็นคนเริ่มเข้าใจ คนเริ่มรู้ว่ามันมี Value แบบไหนบ้าง ท่ามกลางคอนเทนต์ที่มีหลากหลาย

ผมสร้างกลุ่มใหม่ที่เหมือนกับจะหายไปแล้ว ตอนนี้หนังสือดีไซน์ปิดหมดเลย เหลือไม่กี่หัว งั้นกูเปิด หนังสือแฟชั่นเหลือไม่กี่หัวงั้นกูเปิด หนังสือเพลงเหลือไม่กี่หัว กูก็เปิด รวมกันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่มันกลายเป็นของเรา อย่างเล่มที่ห้านี้ผมว่ามันเป็นอะไรที่น่าสนใจเหมือนกันสำหรับกลุ่มแฟนใหม่ๆ มันอาจจะแมส แต่ผมก็ทำแมสในแบบที่มันเป็นเรา ผมถ่ายเฌอปรางในแนวสตรีตแบบ EVERYTHING ซึ่งไม่เคยมีใครทำ เราจะทวิสต์ในสิ่งที่คนทำเยอะแล้ว ไม่เชิงว่าทำไมต้องเหมือนใคร แต่มันเป็นเรา ถ้าผมจะทำเรื่องเฌอปราง เราก็ทำเรื่องเฌอปรางในแบบเรา คนที่เคยเห็นเขา ก็จะได้เห็นเขาในอีกมุมหนึ่ง ก็จะเซอร์ไพรส์

โดยมากแล้วคุณหาข้อมูลในการทำงานจากไหน

ในเฟซบุ๊กเลย ผมเป็นคนเล่นเฟซบุ๊กเกือบทั้งวัน ดูไปเรื่อยๆ มีอะไรออกมาบ้าง การเมือง ดีไซน์ แฟชั่น ผมจะดูว่าใครน่าสนใจบ้าง มีอะไรใหม่ คนนี้เขามีงานอะไร เขาไปไหน ทำไมเขาถึงสนใจอันนี้ สมมติคนนี้โพสต์แบบนี้ เราวิเคราะห์ได้ว่าอันไหนขายของอันไหนจริง อันไหนเขียนสนุกๆ ถ้าเราสนใจงานนี้เราควรไปติดต่อเขา เพราะดูแล้วยังไม่มีใครเข้าไป แล้วควรนำเสนอยังไง หรือถ้าเขาเคยลงกับที่อื่นแล้วเราไม่ลง บางอย่างเราต้องดูจังหวะด้วย จะโยกไปยังไงดี

EVERYTHING คือ Edutainment อ่านแล้วสนุก ไม่ได้วิชาการมาก ผมมองว่าคนเข้าไปดูเฟซบุ๊กเพื่อความผ่อนคลาย ฉะนั้นสิ่งที่เราจะใส่ลงไปมันคือสิ่งที่คนชอบ ในเพจของเรา เวลาลงแล้วผมมั่นใจว่าปัง หนึ่งคือบ้านในงบที่ไม่เยอะมาก คนจะรู้สึกว่าเขาเอาไปประยุกต์ได้ ผมเคยลงบ้านหลังหนึ่งมีคนแชร์ไปสองพันจากคนติดตามเพจเราแค่หมื่นสามพันคน ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์มันดีกว่าเพจที่คนกดไลค์เป็นแสนแล้วคนแชร์น้อย หรืออย่างเรื่องมอเตอร์ไซค์อะไรพวกนี้ผมก็ชอบ เราก็จะเห็นเลยว่าฐานของกลุ่มคนที่ชอบมีหลากหลาย

ถ้าจะมีคนก๊อปปี้แนวทางของคุณล่ะ

ตามสบาย เหมือนในหนังจีนน่ะ ถ้าคุณฝึกวิทยายุทธมาจนแก่กล้าแล้ว คุณจะไม่มีกระบวนท่า คุณจะไหลไปเรื่อยๆ ดังนั้นก๊อปไปเถอะ ลายเซ็นมันไม่เหมือนกัน เขาจะมีแนวของเขา ผมก็มีแนวของผม แล้วผมว่ามันไม่มีใครก๊อปใครได้

ตอนนี้ผมมีอีกเพจชื่อ ‘NOTHING’ ด้วยนะ เป็นเพจแก้ EVERYTHING เหมือน Parody ผมเล่นเองเลย

ครีเอทีฟมันต้องกวนตีนไง แล้วมีรุ่นน้องมาบอกผมเห้ยพี่มีคนก๊อปพี่ว่ะ อ๋อ กูทำเองแหละ!!! (หัวเราะ)

 


www.iameverything.co
facebookpage : iameverything.co

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
ศิริวรรณ สิทธิกา

คนเล่าเรื่องที่คลุกคลีอยู่กับตัวหนังสือมาตั้งแต่เรียนจบมหาวิทยาลัย สนใจเรื่องราวของผู้คน สังคม ไลฟ์สไตล์ และสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันนอกจากจะยังคงถ่ายทอดเรื่องเล่าลงนิตยสารอย่างที่เคยทำมาเกือบยี่สิบปี ยังขยับแพลตฟอร์มไปสู่ออนไลน์และหนังสือเล่มด้วย