เป็นแม่ของเด็กในวัยที่จะต้องเลือกตั้งเป็นครั้งแรก นี่ก็ลำบากนะ

ในสถานการณ์ที่พลิกผันอย่างสุดๆ และไม่เคยมีมาก่อน มันทำให้เขาตั้งคำถามกับเรามากเลย แม่ทำไมอันนี้มันอย่างนั้นอย่างนี้? ทำไมคนนั้นพูดแบบนี้ทำไมคนนี้พูดแบบนั้น? ทำไมคนนี้ชอบพูดจาไม่ดี? แล้วหนูควรจะเริ่มจากอะไร? แม่มีใครแนะนำไหม????

นังแม่ได้แต่สูดหายใจเข้าเฮือกๆ อย่างกลุ้มใจ

เพราะตั้งแต่เกิดมา มีมนุษย์อยู่สองสามประเภท ที่ไม่เคยเข้าใจ หนึ่งในนั้นคือ นักการเมือง

มีเรื่องราวหลายอย่างที่ไม่เคยอ่านขาด และ ไม่เคยเข้าใจโดยทะลุปรุโปร่ง นั่นคือเรื่องการเมือง

โดยเฉพาะการที่ไม่ Take Side ไหนเลย ยิ่งทำให้เข้าใจยากกันไปใหญ่ เพราะมันไม่มีการเอาใจช่วย การเออออ เห็นด้วยทุกอย่างมาเป็นกาวเชื่อม ทุกคำพูดการกระทำหรือนโยบาย…มองแบบคนไม่มีข้างให้เชื่อ มันไม่รู้จะเชื่อใครเลยจริงๆ หันไปทางไหนก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ

การที่จะต้องชี้นำลูกในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงคิดว่าไม่น่าชี้ เพราะ 1 ไม่ได้ get อะไรมากพอ และ 2 มันเป็นเรื่องที่เขาต้องใช้สิทธิ์ในการเลือก และตัดสินใจเอาเอง

เด็กที่มีสิทธิ์เลือกตั้ง เขาก็ควรจะตัดสินใจเลือกของเขา หากเขาไม่เข้าใจอะไร เขาก็ต้องเริ่มทำความเข้าใจ (ซึ่งเด็กสมัยนี้ฉลาดและรู้เรื่องการเมืองพอสมควรนะ) และส่วนตัวก็ไม่คิดว่าเขาจำเป็นจะต้องไปเข้าใจทุกอย่างมาตั้งแต่อดีตหรอก ว่าสมัยไหนเกิดอะไร ใครทำอะไร อยู่สีไหน ต่อต้านอะไร มันไกลตัวเขา มันไม่อยู่ในช่วงที่เขาได้รู้ได้เห็น เขาจะเข้าใจมันได้ยังไง การฟังผ่านปากใครคนใดคนหนึ่ง ก็ต้องดูอีกว่าเขาคนนั้น Take side ไหนอยู่ มันแทบจะไม่มีความจริงที่แท้จริงจากฝ่ายไหนเลย มันมีแต่ความเชื่อจากฝั่งที่ต้องเลือก

เลือกนโยบาย เลือกที่จะเชื่อ เลือกคนที่อยากเลือก เลือกที่จะรอผลว่ามันจะเป็นอย่างที่เขาบอกไหม…

ข้อดีของการที่เด็กจะได้เลือกตั้งเอง ก็คือ เขาจะติดตามผล เขาจะตามดู ตามฟัง ว่าสิ่งที่บอกว่าจะเกิดจะทำนั้น ได้ทำไหม? ทำหรือไม่ทำ หรือทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้ ไม่ได้เพราะอะไร… เหล่านี้ก่อให้เกิดการสนใจการเมือง สนใจเหตุการณ์ต่างๆ โดยปริยาย บางรายอาจมาตามด้วยการศึกษาข้อกฎหมายบางอย่างที่ถูกกล่าวอ้างขึ้นมา เพื่อที่จะตรวจสอบว่า มันถูกต้องหรือเปล่า… ความรู้เกิดขึ้นแน่นนอน…  ถ้าเขาผิดหวัง เขาจำแน่นอน ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งใหม่ เขาคิดอีกแบบแน่นอน เพราะเขาได้ประสบการณ์แล้วจากสิ่งที่เขาตัดสินใจเลือกเองกับมือ

การเมือง ณ วันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก โลกก็เปลี่ยนไปมาก เด็กๆ ที่จะต้องเป็นกำลังหลักต่อไปในสังคม อยู่กินใช้จ่ายในสังคม ตัวแทนของคนที่เขาจะเลือกเข้าไปทำงานให้เขา ต้องเป็นคนที่เขาเห็นด้วยกับนโยบาย ทิศทางความคิด หากเราไปมัวบอกว่า นี่ไม่ดี นั่นไม่ได้ เขาจะแคร์สิ่งที่เขาเลือกไปทำไม เขาจะติดตามผลของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายหลังทำไม  ดี หรือ ไม่ดี เขาต้องได้รู้ด้วยตัวเขาเอง

ระยะนี้ลูกสาวเลยต้องฟัง ดู สังเกต คนนั้นคนนี้ ว่าใครน่าสนใจสำหรับเขา โดยมีน้องชายมาแอบเสนอข้อเสนอบางอย่าง เช่น จะล้างจานให้สามเดือน หากเลือกพรรคนี้คนนี้ เพราะชอบในนโยบายข้อหนึ่งมากๆ จริงๆ เพราะมันเป็นนโยบายที่ส่งผลกับเขาตรงๆ (คุณน้องชายยังอายุไม่ถึงเกณฑ์)

พี่สาวเลยกลุ้มใจหน่อยๆ ที่ไม่ทันไรก็เจอข้อเสนอแบบนี้ซะแล้ว จะเรียกว่าโดนซื้อเสียงได้ไหมก็ไม่แน่ใจ

เอาน่านะ…ลูกจะเลือกพรรคไหนก็เลือกไปเถอะนะ  เลือกผิดมันก็จะเจ็บใจหน่อยๆ ถือซะว่าเป็นการซ้อมอกหักแล้วกันนะลูกนะ…ถ้าบ้านเมืองเรายังมีการเลือกตั้งได้ทุกสี่ปี ลูกจะเก่งและเลือกถูกได้ในสักวัน….

 

 

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
เจี๊ยบ วรรธนา วีรยวรรธน

ศิลปินนักร้อง ที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดีจากบทเพลง “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม” ปัจจุบันนอกจากเป็นนักแต่งเพลง ทำเพลงประกอบละครและภาพยนตร์ และรับเขียนบทละครแล้ว ยังเป็นคุณแม่และเพื่อนวัยซนของน้องเนปาลและน้องทิเบต ลูกสาวและลูกชายที่กำลังก้าวสู่ช่วงวัยรุ่น และยังได้ให้เกียรติมาเขียนคอลัมน์ “ท้องฟ้าไม่เคยเหมือนเดิม” ให้กับ GU AWESOME กับเรื่องราวแห่งการเรียนรู้ที่เก็บเกี่ยวมาจากการใช้ชีวิตที่เกินหยั่งรู้ได้ในทุกวัน