ครบรอบ 1 ปี กับวันที่รอคอยของเจ้าฮาจิโก สุนัขยอดกตัญญูแห่งชิบูยะ

158

นับย้อนไปเดือนนี้เมื่อปีที่แล้ว คณะเกษตรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ได้ทำพิธีเปิดตัวรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของเจ้า
ฮาจิโก (Hachiko) สุนัขสายพันธุ์อากิตะ กับนายของมัน  ฮิเดซาบูโร  อูเอโนะ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งก็นับเป็นเวลา 1 ปี แล้ว ที่หุ่นทองสัมฤทธิ์ของทั้ง 2 ได้เป็นสัญลักษณ์และเป็นเสมือนตัวแทนของสุดยอดความกตัญญูของสุนัขตัวหนึ่งที่จะมีต่อเจ้านายของมันได้

ภาพจาก: www.flickr.com/photos/elprimerpaso/10535959213

อย่างที่หลายๆ คนทราบดีว่า ที่สถานีรถไฟชิบูยะนั้น จะมีรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของเจ้าฮาจิโก ตั้งตระหง่านอยู่ที่บริเวณหน้าสถานี และกลายเป็นจุดนัดพบที่สำคัญของชาวโตเกียว หรือเป็นจุดถ่ายรูปสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่เมื่อมาถึงโตเกียว ก็ต้องไม่พลาดที่จะมาถ่ายรูปกับรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของเจ้าฮาจิโก สักครั้ง

เรื่องราวความกตัญญูของฮาจิโก เกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2467 เมื่อฮิเดซาบูโร อูเอโนะ ศาสตราจารย์ประจำคณะเกษตรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ได้เลี้ยงสุนัขสายพันธุ์อากิตะอินุไว้ และตั้งชื่อให้ว่า “ฮาจิ” ซึ่งในตอนเย็นของทุกวันฮาจิจะไปรอเขาใกล้ๆ กับสถานีรถไฟชิบูยะ เป็นเช่นนี้อยู่ทุกวัน จนวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2468 ศาสตราจารย์อูเอโนะได้เสียชีวิตจากภาวะเลือดออกในสมอง ทำให้ในวันนั้น ฮิเดซาบูโร อูเอโนะ ไม่ได้กลับไปที่สถานีรถไฟ แต่ ฮาจิ ก็ยังคงมารอเจ้านายอันเป็นที่รักที่สถานีชิบูยะในทุกวัน

การรอคอยของเจ้าฮาจินั้น เนิ่นนานเป็นเวลากว่า 9 ปี ซึ่งตลอดช่วงเวลานั้น ฮาจิโก กลายเป็นที่สะดุดตาของคนที่สัญจรไปมา หลายคนในสถานีรถไฟนั้น ล้วนเคยเห็นฮาจิโกกับเจ้านายของเขาในแต่ละวัน และในปี พ.ศ. 2475 ได้มีนักศึกษาคนหนึ่งในอูเอโนะ ที่เชี่ยวชาญและมีความรู้เกี่ยวกับสุนัขพันธุ์อากิตะ ได้มาพบเจ้าฮาจิที่สถานี และได้เดินตามกลับไปยังบ้านของคิกูซาบูโร โคบายาชิ อดีตคนสวนของศาสตราจารย์อูเอโนะ ทำให้เขาได้ทราบถึงประวัติของฮาจิโก และเขาได้เผยแพร่เรื่องราวของเจ้าฮาจิโก และเจ้านาย ฮิเดซาบูโร อูเอโนะ ลงในหนังสือพิมพ์อาซาฮิชิมบุง ซึ่งในบทความของเขา เขาได้ระบุด้วยว่ามีสุนัขอากิตะพันธุ์แท้เพียง 30 ตัวเท่านั้นที่เหลืออยู่ และเจ้าฮาจิโกเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งหลังจากบทความนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็เริ่มมีผู้คนที่ทราบเรื่องราวนี้มากขึ้น และได้นำขนมและอาหารไปให้เจ้าฮาจิโก

เรื่องราวของฮาจิโกกลายเป็นเรื่องโด่งดังระดับชาติ ความสัตย์ซื่อและความทรงจำที่มีต่อเจ้านายของเจ้าฮาจิโก เป็นที่ประทับใจของชาวญี่ปุ่นจากจิตใจที่เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี ครูและผู้ปกครองจำนวนมากได้เล่าเรื่องนี้แก่ลูกหลานเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับเด็กที่ควรจะปฏิบัติตาม ในด้านของความจงรักภักดีและการรู้คุณคนที่ดูแลเรา

ฮาจิโกเสียชีวิตลงในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 ณ บริเวณถนนในชิบูยะ ซึ่งหลังจากฮาจิโกตาย ร่างของมันได้ถูกรักษาไว้ และในปี พ.ศ. 2554 ร่างของฮาจิโกถูกชันสูตรที่มหาวิทยาลัยโตเกียว เพื่อหาสาเหตุของการตาย ซึ่งพบว่ามีพยาธิที่ตับและหัวใจ กับมีปัญหาที่ระบบทางเดินอาหาร

หลังการตายของเจ้าฮาจิโก ได้มีการทำป้ายอนุสรณ์ของฮาจิโกไว้ที่ข้างหลุมศพของศาสตราจารย์อูเอโนะ และร่างของฮาจิโกได้ถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติญี่ปุ่น และรูปปั้นของ เจ้าฮาจิโก ที่อยู่ที่หน้าสถานีรถไฟชิบูยะ ซึ่งเป็นจุดที่ฮาจิโกนั่งรอเจ้านาย ได้กลายเป็นจุดศูนย์รวมของผู้คนในโตเกียวอย่างที่เราทราบกันในทุกวันนี้

รูปปั้นทองสัมฤทธิ์ใหม่ ที่เป็นรูปปั้นคู่ของเจ้าฮาจิโก กับ ดร. อูเอโนะ มีพิธีเปิดผ้าคลุมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเมื่อวันที่ 8 มีนาคม ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นการระลึกถึงในวันที่เจ้าฮาจิโกจากไป และเป็นเวลา 10 ปี พอดี ที่เขาทั้ง 2 ไม่ได้พบเจอกัน จึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์แทนการรอคอยที่สมหวังของเจ้าฮาจิโก คนญี่ปุ่นที่มาร่วมงานหลายคน ต่างก็พูดกันว่า “ในที่สุดก็ได้เจอกันเสียที” พร้อมน้ำตาที่คลออยู่ตลอดเวลา

เกี่ยวกับรูปปั้นคู่ของเจ้าฮาจิโก และ ดร. อูเอโนะ

หุ่นจำลองก่อนการหล่อเป็นรูปปั้นทองสัมฤทธิ์

เหล่าคณาจารย์และนักศึกษาในมหาวิทยาลัยโตเกียว มีการรวบรวมเงินบริจาคมากกว่า 10 ล้านเยน และดำเนินการออกแบบโดยประติมากร โดย อุเอดะ (Tsutomu Ueda ) ช่างแกะสลักจากนาโก โดยรูปปั้นของเจ้าฮาจิโกนั้น อยู่ในอิริยาบถที่แสดงให้เห็นว่า มีความสุขมากแค่ไหนที่ได้พบเจ้านาย โดยเป็นท่วงท่าที่กำลังกระโดดไปหา ดร. อูเอโนะ

ซึ่งปัจจุบันรูปปั้นคู่ของเจ้าฮาจิโก และ ดร. อูเอโนะ ตั้งอยู่ที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว โดยคนทั่วไปสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อบัตรเข้าชมใดๆ ซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดที่เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญของคนที่อยากระลึกถึงความจงรักภักดีของเจ้าฮาจิโกที่มีต่อนายของมัน



ข้อมูลอ้างอิง
https://www.huffingtonpost.jp
https://th.wikipedia.org/wiki

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :