ท้องฟ้าเปลี่ยนสีทุกวัน เพื่อปลอบใจเรา

ทุกเช้าเราต้องขับรถออกนอกเมืองเพื่อไปส่งลูกที่โรงเรียน ใช้ทางด่วนเส้นกาญจนาภิเษกสวนทางกับชาวบ้าน ถนนโล่ง โปร่ง ขับกลางๆ ไม่รีบไม่เร่ง กินกาแฟไป คุยกับลูกๆ ไปบ้าง เปิดเพลงฟังบ้าง เปิดพอดแคสต์เรื่องที่น่าสนใจฟังไปบ้าง

เราเลือกโรงเรียนที่อยู่ไกลหน่อย การเรียนการสอนก็แปลกๆ หน่อย (ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง) ผลที่ได้จากการนี้คือ เรามีเวลาบนรถที่ค่อนข้างดีมีคุณภาพ ทั้งเช้าและเย็น รถไม่ติดมาก ถนนสวย เราได้อัพเดทชีวิตกัน วันนี้เป็นไงมั่ง โอเคไหม เหนื่อยรึเปล่า บางวันลูกๆ จะขึ้นมาพร้อมกับเรื่องตื่นเต้น แย่งกันเล่าจนปวดหัว บางวันก็จะขึ้นมาพร้อมกับความเงียบ ความเหนื่อยหนักและผิดหวัง เมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งเป็นแบบนั้น เราจะต่างคนสังเกตกัน และค่อยๆแสดงออกว่าเรารับรู้และพร้อมจะเข้าใจในแต่ละรูปแบบ ของแต่ละคน…

วันที่เฟล บ่อยครั้งที่เราก็ปล่อยให้ทุกอย่างมันเงียบๆ กันไป ขับรถไปเรื่อยๆ จนเมื่อถึงจุดหนึ่งของโค้งทางด่วน ซึ่งจะเป็นจุดที่เราทุกคนโปรดปราน เพราะมันจะเรียบโล่ง เปิดกว้าง เราทุกคนจะเห็นท้องฟ้าพร้อมๆ กัน…และเหมือนว่ารถของเรากำลังแล่นอยู่ท่ามกลางอากาศ…เราคนใดคนหนึ่งจะพูดขึ้นมาซ้ำๆ เดิมๆ ว่า

“ฟ้าสวยจัง”

ท้องฟ้าของทุกวันเหมือนเป็นของขวัญให้เราทุกคน ท้องฟ้าเปลี่ยนสีทุกวัน เพื่อปลอบใจเรา

ในแต่ละฤดู สีของท้องฟ้าก็จะต่างกันไป เมฆ เครื่องประดับของท้องฟ้าก็จะต่างกันไปด้วย บางช่วงของปีท้องฟ้าจะเต็มไปด้วยเมฆหนาๆ เป็นก้อนๆ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง เหมือนใครทำขนมปุยฝ้ายตกบนฟ้ากระจัดกระจาย “แบบนั้นเรียก cumulus”  ไม่พี่ก็น้องจะรีบบอกอย่างขี้อวดหน่อยๆ โรงเรียนที่เราเลือกเรียนนี้ใส่ใจเรื่องชื่อของเมฆมาก (ไว้วันหลังจะเล่าให้ฟัง) บางช่วงก็จะมีเมฆแบบลูกแกะ ฝูงใหญ่ที่มีชื่อว่า Altocumulus เมฆแบบนั้นพวกเราชอบกันมาก พวกเราจะชอบถามเรื่องชื่อของเมฆกัน บางปีก็ลืม บางปีก็จำได้

พอพ้นจากช่วงเมฆเยอะๆ ก็จะเป็นช่วงที่ท้องฟ้าไร้เมฆ ไม่มีอะไรอยู่บนนั้นเลย มีแต่ฟ้าสีฟ้าราบเรียบสะอาด และมีแค่ลมอ่อนๆ ของฤดูหนาวผสมๆ อยู่ในอากาศฟ้าจะมืดเร็ว และดาวจะชัดเร็ว

แต่ช่วงที่โปรดปรานที่สุดของเราทุกคน คือท้องฟ้ายามเย็น ที่มหัศจรรย์ได้ทุกวันอย่างไม่น่าเชื่อ ช่างสวยงาม ปลอบประโลม และไม่เคยซ้ำกัน ไม่ว่าวันนั้นจะดีหรือจะแย่ เมื่อเราผ่านจุดที่มองเห็นท้องฟ้า แล้วเราได้แหงนหน้ามอง เราจะรู้สึกเหมือนได้รับของขวัญ รู้สึกว่าจักรวาลก็แค่เอื้อม สวรรค์ก็แค่เอื้อม

คงไม่มีอะไรจะสปอยล์มนุษย์ตัวเล็กที่เอะอะน่ารำคาญได้เท่าท้องฟ้าอีกแล้ว เราจึงรู้สึกว่าบ้านเราโชคดีทุกวัน ที่ได้มีโอกาสเห็นท้องฟ้าในช่วงที่สวยงามที่สุด ทั้งเช้าและเย็น

ได้รับการปลอบใจ ได้รับความหวังที่จะเริ่มต้นใหม่อยู่ทุกวัน เพียงแค่เราต้องมองขึ้นไป

เคยสังเกตคนข้างๆ หรือตัวเองบ้างไหม ว่าครั้งสุดท้ายที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าคือเมื่อไหร่ ตอนไหน? หรือเพราะเราอยู่แต่ในบ้านเรือน อาคารและตึกสูง เราล้อมตัวเองไว้ด้วยกำแพงและเพดาน เวลามีปัญหาเราจึงวนเวียนอยู่ในกำแพงและเพดานนั้น เรากดทับตัวเองไว้ด้วยความเป็นอยู่ เราเหมือนลืมว่าเรามีท้องฟ้าอยู่เบื้องบน เราก้มหน้าเดินๆ อยู่บนปัญหาบนความเคยชิน จนลืมไปว่าท้องฟ้าเบื้องบนคอยเปลี่ยนสีสวยๆให้เรามองอยู่ทุกวัน

เคยสังเกตคนข้างๆหรือตัวเองบ้างไหม ว่าครั้งสุดท้ายที่แหงนหน้ามองท้องฟ้าคือเมื่อไหร่ ตอนไหน?

เคยนั่งเงียบๆมองสีที่เปลี่ยนไปอย่างไม่ช้าไม่เร็วของท้องฟ้าบ้างไหม?

ท้องฟ้าที่เมื่อสักครู่เป็นสีส้ม แล้วก็อมชมพู ก่อนจะแดงก่ำๆ ปนน้ำเงินหนักๆ จนเหลือแค่เส้นสีแดงบางเฉียบอยู่ที่ขอบฟ้าก่อนที่ทุกอย่างจะมืดไป

ช่วงเวลาที่ท้องฟ้ากำลังแสดงความผันแปรนั้น จะเป็นช่วงที่เราจะเข้าใจอะไรๆ ขึ้นมาได้บ่อยๆ ไม่รู้ทำไม

บางคำถามที่ค้างคามานาน จู่ๆ ก็จะมีคำตอบ บางความทุกข์หนักๆ มันก็จะมีคำว่าไม่เป็นไรขึ้นมาลางๆ

รอบของวัน รอบของคืนที่ท้องฟ้าแสดงให้เราเห็น คือการเริ่มต้นใหม่ที่มีให้เราอยู่ทุกวัน การมองดูท้องฟ้า เหมือนการมองเห็นโอกาสอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะดีจะร้ายสักเท่าไหร่ เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนสีก็แสดงว่าช่วงเวลาใหม่ๆ กำลังจะมาถึง

หากเมื่อไหร่ที่ลืม ว่าปัจจุบันมีค่าเพียงใด แล้วเราต้องทำให้ดีที่สุดเพียงใด ให้เงยหน้ามองท้องฟ้า เพื่อเตือนตัวเองว่า  ทุกขณะพร้อมจะผ่านไปและเปลี่ยนแปลงเสมอ เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนสี…

 

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
เจี๊ยบ วรรธนา วีรยวรรธน

ศิลปินนักร้อง ที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดีจากบทเพลง “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม” ปัจจุบันนอกจากเป็นนักแต่งเพลง ทำเพลงประกอบละครและภาพยนตร์ และรับเขียนบทละครแล้ว ยังเป็นคุณแม่และเพื่อนวัยซนของน้องเนปาลและน้องทิเบต ลูกสาวและลูกชายที่กำลังก้าวสู่ช่วงวัยรุ่น และยังได้ให้เกียรติมาเขียนคอลัมน์ “ท้องฟ้าไม่เคยเหมือนเดิม” ให้กับ GU AWESOME กับเรื่องราวแห่งการเรียนรู้ที่เก็บเกี่ยวมาจากการใช้ชีวิตที่เกินหยั่งรู้ได้ในทุกวัน