ฮวงจุ้ย คือ ความเชื่อ หรือ ความรู้ ?

4784

Feng Shui หรือ ฮวงจุ้ย หรือศัพท์ทางการเรียกว่า ภูมิโหราศาสตร์ เป็นศาสตร์ความรู้ของจีนที่มีมาแต่โบราณนานนับพันปี พบเห็นในบันทึกประวัติศาตร์จีน มาตั้งแต่สมัยก่อนยุคจักรพรรดิจิ๋นซีเสียอีก ความรู้ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จนแก่นความรู้ที่แท้จริง ผ่านการเล่าเรื่อง ต่อเติม สอดแทรกวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และวิธีการช่วยจำ ในการถ่ายทอดต่างๆ จากโบราณสืบทอดมาถึงปัจจุบัน จนหลายอย่างแทบแยกไม่ออกแล้วว่า อะไรเป็นแก่นวิชา อะไรเป็นส่วนเกิน คนทั่วไปฟังพอผ่านอย่างไม่ได้ศึกษา บ้างก็จะไม่เชื่อถือมองว่างมงาย บ้างก็เชื่อไปทั้งหมดอย่างไม่แยกแยะ บางคนก็สนใจเข้ามาศึกษา แต่ก็เรียนรู้ไม่ครบถ้วนขาดๆ เกินๆ แล้วก็นำไปใช้อย่างผิดๆ บ้างก็มี

ในความเป็นจริงแล้ว ฮวงจุ้ยเอง เป็นศาสตร์ความรู้โบราณ ที่ว่าด้วยเรื่องชัยภูมิ ทิศทาง และกระแสพลังงานที่เกี่ยวข้องกับ น้ำ อากาศ และกระแสแม่เหล็กโลก มันก็คือ Geography and Environment ในแบบจีน หรือแบบเอเชียนั่นเอง หลักการบางอย่างก็สอดคล้องและพิสูจน์ได้ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ของแบบตะวันตก ซึ่งชาวจีนศึกษาสิ่งเหล่านี้ และพบว่าคุณภาพของน้ำ อากาศ และพลังงาน มีผลกระทบถึงการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และยังพบต่อไปอีกว่า ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน มนุษย์แต่ละคน เกิดผลสะท้อนที่แตกต่าง และคนที่เปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปก็เกิดผลการเปลี่ยนแปลง ทั้งต่อสภาพร่างกาย สภาพจิตใจอีกด้วย

โดยสภาพการณ์ มันควรจะเป็นการเกิดแบบสุ่ม ไม่สามารถมีความสัมพันธ์อะไรได้ แต่ชาวจีนโบราณกลับค้นพบความสัมพันธ์ทางธรรมชาติเหล่านี้ แล้วแบ่งแยกทุกสิ่งในธรรมชาติ ออกเป็น 5 กลุ่ม เรียกออกเป็น 5 ธาตุ ได้แก่ ธาตุไฟ, ธาตุดิน, ธาตุโลหะ (ทอง), ธาตุน้ำ และธาตุไม้

ทั้ง 5 ธาตุ มีความสัมพันธ์กัน ทั้งในแง่การก่อเกิดพลัง เสริมพลัง หักล้าง และทำลายพลังกันเอง เรียกว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานของ วงจร 5 ธาตุ (Element Cycle) และฝังรากลึกลงไปในศาสตร์ความรู้ของจีน แทบทุกแขนง

ในตำราจีนโบราณ มีกล่าวไว้ว่า เมื่อโลกแรกกำเนิด ทุกอย่างรวมเป็นหนึ่งไม่มีการแบ่งแยก จนแบ่งแยกออกเป็น หยิน-หยาง แต่ไม่แบ่งแยกถึงที่สุด ในหยางมีหยิน และในหยินยังมีหยาง จากนั้นแบ่งออกเป็น 5 ธาตุ สัมพันธ์ สร้างก่อกำเนิด หักล้าง และทะลาย กันเอง และในทั้ง 5 ธาตุ มีหยินหยาง สุดท้าย 5 ธาตุ จึงกลายเป็น 10 แบบ ได้แก่ ไฟหยาง-ไฟหยิน, ดินหยาง-ดินหยิน, โลหะหยาง-โลหะหยิน, น้ำหยาง-น้ำหยิน และไม้หยาง-ไม้หยิน

 

 

สิ่งเหล่านี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการศึกษาศาสตร์จีนโบราณ ความรู้ด้านฮวงจุ้ย การแพทย์จีนโบราณ ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ การออกแบบที่พัก การออกแบบธุรกิจ การแต่งกาย และอื่นๆ อีกหลายอย่างมากมาย ที่เป็นของชาวจีน และสอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมของชาวจีน และเชื้อสายจีนในต่างแดน

ในปัจจุบัน ชาวตะวันตกได้ยอมรับ ศาสตร์ความรู้ด้านนี้มากขึ้น และนำไปใช้ได้อย่างมีเหตุผลที่พิสูจน์ได้ โดยตัดความเชื่อที่ผิดๆ หลายอย่างออกไป และปรับใช้เข้ากับวิถีชีวิตในปัจจุบัน ถูกจัดเข้าไปรวมเป็นความรู้ในกลุ่ม Chinese Metaphysics

เช่น มีการใช้ฮวงจุ้ย ประเมินว่า เจ้าของธุรกิจเป็นคนธาตุใด มีโชคการเงินจากธาตุใด ธุรกิจที่ควรทำเป็นธาตุใด อาคารสำนักงาน ชื่อบริษัท โลโก้กิจการ สีประจำบริษัท ล้วนต้องทำให้สอดคล้องกับธาตุที่เป็นโชคการเงินของเจ้าของกิจการ รวมไปถึงผู้บริหารระดับสูงและทีมงาน ต้องมีธาตุชะตาสอดคล้องเกื้อหนุนให้กิจการให้ก้าวไปข้างหน้าได้ ไม่ได้เลือกทีมงาน เพียงแค่ว่าเป็นคนเก่งเท่านั้น หลายองค์กรในปัจจุบันใช้วิธีการนี้กันอย่างจริงจัง กิจการขนาดใหญ่ในประเทศไทยเองก็มีหลายแห่งที่ใช้ฮวงจุ้ยมาช่วยในการดำเนินกิจการ ซึ่งเมื่อทำถูกต้องด้วยศาสตร์ที่แท้จริง ผลที่ได้รับออกมา ก็สร้างการเติบโตให้กับองค์กรได้อย่างมากมาย

แต่ศาสตร์นี้ ยังมีหลายตำราที่ถ่ายทอดกันโดยยังเจือปน ความเชื่อตามประเพณีโบราณ ไม่ปรับใช้ตามวิถีชีวิตในปัจจุบันอยู่ค่อนข้างมาก เป็นที่น่าเสียดายเพราะเมื่อนำไปใช้ทั้งอย่างนั้น ทำให้ดูแปลกแยกจากวิถีความเป็นอยู่ในปัจจุบัน สร้างความไม่น่าเชื่อถือ ดูไม่มีเหตุผล ถูกมองไปในทางไสยศาสตร์ มากกว่าเป็นวิทยาศาสตร์

ตัวอย่าง บ้านตั้งประจันหน้ากับสิ่งที่ไม่ดี ก็ไปติดกระจกสะท้อน ทั้งที่มันยังวิธีแก้ไขอื่นอีกมากมาย เช่น ขจัดสิ่งไม่ดีออกไป หรือใช้การกระตุ้น หลีกเลี่ยง เบี่ยงเบน แปลงธาตุ ลดทอน และสะท้อน ซึ่งการสะท้อน ตามตำรามักจะแนะนำให้ใช้เป็นวิธีสุดท้าย คือไม่มีวิธีอื่นแล้วค่อยใช้ แต่ไม่เข้าใจ คนที่ไม่ได้เรียนรู้ส่วนมาก กลับเอามาใช้อย่างแรกเลย หรือเพราะมันง่าย ใช้ความรู้น้อยที่สุด แต่การสะท้อนสิ่งไม่ดีออกไป มันสะท้อนของไม่ดีไปให้คนอื่น เป็นการสร้างบาปกรรมให้คนอื่น วิธีนี้จึงควรเป็นวิธีสุดท้ายที่จะใช้กัน

การจัดฮวงจุ้ย เบื้องต้นเราต้องวัดทิศทางของสิ่งเหล่านั้นให้เป็น การจัดฮวงจุ้ยบ้าน ก็ต้องวัดทิศหน้าบ้าน,
จัดฮวงจุ้ยคอนโด ก็วัดทิศของห้อง, จัดฮวงจุ้ยโต๊ะทำงาน ก็วัดทิศนั่งหันหน้า, จัดฮวงจุ้ยห้องนอน ก็วัดทิศของหัวนอน, จัดฮวงจุ้ยร้านค้า ก็ต้องวัดทิศของหน้าร้าน และทิศของแคชเชียร์ ดังนั้นการวัดทิศทางที่ถูกต้อง อย่างละเอียดแม่นยำ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับซินแสมืออาชีพ จึงต้องมีเข็มทิศสำหรับดูฮวงจุ้ยที่จัดสร้างมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องตรวจสอบก่อนว่า เป็นเข็มทิศสำหรับขั้วโลกเหนือ หรือขั้วโลกใต้ หากเป็นเข็มทิศสำหรับขั้วโลกเหนือ เอาไปใช้ในเขตใต้เส้นศูนย์สูตรก็จะชี้ทิศทางกลับข้างกันหมด วัดทิศเหนือเข็มจะชี้ไปทิศใต้ เพราะกระแสแม่เหล็กโลกมันสลับตรงข้ามกัน

ส่วนการวัดทิศทางนั้น ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่ที่เราจะวัดนั้นใหญ่หรือเล็ก หากวัดทิศทางของที่ดิน บ้าน อาคาร หรือห้อง ก็ถือว่าเป็น พื้นที่ใหญ่ จะต้องวัด 3 จุด คือ มุมด้านขวา ด้านซ้าย และตรงกึ่งกลาง  ถ้าเป็นวัดทิศของโต๊ะทำงาน หรือเตียงนอน ก็วัดจุดเดียวพอ คือยืนตรงกึ่งกลางของด้านที่จะวัดทิศ ก็ใช้ได้แล้ว

วิธีการวัดทิศ ให้แม่นยำ ให้ทำตามขั้นตอนนี้

  1. ควรใช้เข็มทิศที่เป็น แม่เหล็ก กรณีใช้มือถือ ก็พอใช้ได้ แต่ให้เปิด Airplane Mode, ใช้ GPS อย่างเดียว หรือจะเปิด WiFi ช่วยก็ได้
  2. ขณะใช้เข็มทิศ ไม่ควรมีอุปกรณ์ที่มีการส่งสัญญาณใดๆ พกติดตัว เช่น มือถือ, แท็บเลต เพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนของสนามแม่เหล็ก
  3. ทำการ Calibrate เข็มทิศ ด้วยการขยับเข็มทิศ ให้เป็นรูปเลข 8 หรือเครื่องหมาย Infinity สัก 2-3 รอบ แล้ว หมุนเข็มทิศ ให้ครบ 360 องศา
  4. ใช้มือถือเข็มทิศ อยู่ระดับเอว ไม่มีส่วนใดของเข็มทิศสัมผัสส่วนใดของลำตัว และให้เข็มทิศได้ระนาบขนานกับพื้น
  5. ยืนหันหน้าออกไปในทิศทางที่ต้องการวัดทิศ เช่น วัดบ้านก็ยืนหันหน้าออกนอกบ้าน, วัดทิศประตูก็ยืนกลางประตูหันหน้าออกนอกบ้าน, วัดโต๊ะทำงาน ก็ยืนตรงที่เราจะนั่ง และหันหน้าออกไปนอกโต๊ะ, วัดหัวเตียงก็ยืนปลายเตียง หันหน้าไปทางหัวเตียง
  6. พื้นที่ใหญ่ วัด 3 จุด วัดมุมขวา และมุมซ้ายก่อน แล้ววัดตรงกึ่งกลาง ทิศที่ได้ นำมาหารเฉลี่ย แล้วใช้ค่าเฉลี่ยของทิศ, พื้นที่เล็ก ยืนวัดทิศจุดเดียว

 

เมื่อได้ทิศของพื้นที่ ที่ต้องการจัดฮวงจุ้ยแล้ว ก็จะทราบธาตุประจำพื้นที่จากทิศที่วัดได้ แบ่งเป็น 8 ทิศ ดังนี้

พื้นที่นั้น หันเปิดรับพลังจากทิศใด ก็จะมีพลังธาตุประจำทิศนั้นสะสมอยู่ เช่น เปิดรับทิศเหนือ ก็จะรับพลังธาตุน้ำ หรือเปิดรับพลังทิศตะวันตก ก็รับพลังธาตุโลหะ เป็นต้น ซึ่งต่อไปก็จะนำไปเป็นหลักในการออกแบบปรับปรุงฮวงจุ้ย พลังงาน ให้เสริมพลังผู้อยู่อาศัย หรือพลังของกิจการต่อไป

ดังนั้นการใช้ฮวงจุ้ยในการออกแบบที่พักอาศัย หรือกิจการใดๆ ควรขอรับคำปรึกษาตั้งแต่เริ่มต้น  ก่อนที่จะเริ่มก่อสร้างเป็นดีที่สุด แต่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ เริ่มสร้างทำไปก่อนแล้วหรือจนเสร็จแล้วค่อยเชิญซินแสมาดู สร้างความปวดหัวให้ทั้งเจ้าของและซินแสในการแก้ไข กรณีที่เราต้องซื้อหรือเช่าพื้นที่ที่สร้างสำเร็จแล้วก็ควรขอคำปรึกษาด้านฮวงจุ้ย ตั้งแต่ก่อนซื้อจะดีกว่า หรือดีที่สุดคือเรียนรู้ และดูฮวงจุ้ยเบื้องต้นเองให้เป็น ก็จะสะดวกต่อการวางแผนฮวงจุ้ยอย่างละเอียดในอนาคตได้ง่ายขึ้น

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :

วิทยากรด้านการลงทุน และนักลงทุนสายเทคนิคอลในตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ที่มีประสบการณ์กว่า 15 ปี