Seconds of profit : 1 วินาที รู้ทันอัตราแลกเปลี่ยน

493

ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายๆ คนมีโอกาสได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศกันเป็นบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะทั้งตั๋วเครื่องบินที่จัดโปรโมชั่นกันแทบจะทั้งปี และไหนจะโรงแรมที่มีการออกส่วนลดต่างๆ เชิญชวนให้เงินในบัญชีปลิวออกกันให้ว่อน วันนี้ เราจึงมีเทคนิคมาเอาใจคนที่ชอบท่องเที่ยวต่างประเทศกับเกร็ดเรื่องค่าเงิน ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร และจะตัดสินใจแลกเงินเลยหรือไม่ ภายใน 1 วินาทีค่ะ

ที่มาของภาพ : อัตราแลกเปลี่ยน ณ HEADQUARTER RAJDAMRI 1 วันที่ 7 เมษายน 2561 เวลา 17.56 น.

ก่อนอื่นเพื่อป้องกันการสับสนว่าค่าเงินที่กำหนดขึ้นในแต่ละคอลัมน์ในตาราง นั้นถูกกำหนดจากฝั่งของธนาคาร หรือบริษัทตัวกลางแลกเปลี่ยนเงินนั้น หมายความว่าอย่างไร เราจะพามาทำความเข้าใจหัวข้อคอลัมน์ดังกล่าว ดังนี้ค่ะ

SELLING คือ ราคาที่ธนาคารหรือบริษัทตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินเป็น ‘ผู้ขาย’

BUYING คือ ราคาที่ธนาคารหรือบริษัทตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินเป็น ‘ผู้ซื้อ’

DENOMINATION เป็นจำนวนเงินสกุลนั้นๆ กับค่าเงินไทยที่จะใช้ในการแลก เช่น หากต้องการแลกเงิน 100 USD ก็จะสามารถซื้อจากธนาคารในเรทราคา 31.23 บาทค่ะ

 

อันไหนแข็งค่า อันไหนอ่อนค่า?

จากตัวอย่างอัตราแลกเปลี่ยนที่ให้มา ในส่วนของค่าเงิน USD GBP EUR SGD และ CNY จะไม่มีความซับซ้อนใดๆ เนื่องจาก ค่าเงินของประเทศต่างๆเหล่านั้น มีค่าเงินที่สูงกว่าค่าเงินบาทของเรา นั่นหมายความว่า ถ้าตัวเลขที่ปรากฏบนจอมีการเพิ่มค่าขึ้นเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า จะชั่วโมงก่อนหน้า หรือจะวันก่อนหน้า นั่นแสดงว่าค่าเงินประเทศนั้นๆ แข็งค่า หรือเข้าใจง่ายๆ ก็คือ ค่าเงินนั้นแพงขึ้น ต้องใช้เงินบาทที่เพิ่มขึ้น ในการแลกเป็นเงินสกุลนั้นๆ  แต่ถ้าตัวถ้าตัวเลขที่ปรากฏบนจอมีการลดลง ก็แสดงว่าค่าเงินนั้นๆ อ่อนค่าหรือที่เรียกว่า ถูกลง ทำให้ใช้เงินบาทที่น้อยลง ในการแลกเป็นเงินสกุลนั้นๆ นั่นเองค่ะ

และในส่วนค่าเงินญี่ปุ่น (JPY) ที่มีมูลค่าน้อยกว่าค่าเงินบาทของเรา หมายความว่า เราใช้เงินเพียง 0.2945 บาท ในการแลกเป็น 1 เยน สำหรับการแข็งค่าหรืออ่อนค่า ก็ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับค่าเงินอื่นๆ คือถ้าตัวเลขที่ปรากฏบนจอมีการเพิ่มค่าขึ้น นั่นแสดงว่าค่าเงินเยนนั้นแข็งค่าขึ้น แต่ถ้าตัวถ้าตัวเลขที่ปรากฏบนจอมีการลดลง ก็แสดงว่าค่าเงินเยนนั้น อ่อนค่า

 

เราจะใช้ประโยชน์จากการขึ้น-ลง นี้อย่างไร?

จากปกติแล้ว ก็จะมีคนบอกว่า รีบแลกค่าเงินไว้ ตอนที่ค่าเงินประเทศนั้นๆ ถูก เพื่อที่เราจะสามารถแลกเป็นเงินประเทศนั้นๆ ได้มากขึ้น ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงเท่านั้นค่ะ เพราะยังมีหลายๆ ธุรกิจที่สามารถทำกำไรจากการขึ้น-ลง ของค่าเงินดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น

เงินบาทแข็งค่า ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ ธุรกิจนำเข้า ไม่ว่าจะเป็น ผู้รับหิ้วจากต่างประเทศ หรือจะนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาในไทย เมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ก็เปรียบได้กับเงินบาทมีอำนาจในการซื้อเพิ่มสูงขึ้นนั่นเอง

เงินบาทอ่อนค่า ธุรกิจที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ ธุรกิจส่งออก เนื่องจากว่า เมื่อมองในทางกลับกัน เมื่อเงินบาทอ่อนค่า ก็จะหมายถึงค่าเงินของประเทศอื่นๆ มีอำนาจในการซื้อที่สูงกว่า

 

สรุป

เอาเป็นว่าค่าเงินไม่ใช่เรื่องยาก สามารถมองให้เหมือนสินค้าชิ้นหนึ่งที่เราเอาเงินบาทไปซื้อเมื่อต้องการจะใช้ ซึ่งจะสามารถใช้ในการป้องกันความเสี่ยงก็ได้ หรือจะใช้ในการทำกำไรของธุรกิจก็สามารถทำได้ หากเราเข้าใจหลักการพื้นฐานเพียงเท่านี้ เราก็สามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้กับการท่องเที่ยวในแต่ละครั้ง หรือแม้กระทั่งทำกำไรเล็กๆ น้อยๆ ให้กับธุรกิจของเราได้ค่ะ

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :
Junior Content Writer (๋Jane)

เพราะผู้หญิงสมัยนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ในครัว มา “มองต่าง อ่านแตก” ให้โลกได้รู้ ว่า whose mind run the world!!!