สงกรานต์สังขละบุรี วิถีแห่งศรัทธาอันน่าทึ่งของชาวมอญ

3304
ภาพจาก: http://yaipearn.blogspot.com

ในขณะที่คนไทยยุคใหม่รับมาแต่ความสนุกของการสาดน้ำ จนลืมไปว่าสงกรานต์คืองานเฉลิมฉลองปีใหม่ของชาวไทยและชาวอุษาคเนย์ แต่ชาวมอญหรือไทยรามัญโดยเฉพาะที่อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ยังรักษาแง่งามของประเพณีเถลิงศกใหม่ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น จนอาจจะกล่าวได้ว่าวัดวังก์วิเวการาม คือสถานจัดงานสงกรานต์ที่แปลกตาและน่าทึ่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

วัดวังก์วิเวการาม…ศูนย์รวมของสาธุชนชาวมอญ

ภาพจาก: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กาญจนบุรี

วัดวังก์วิเวการาม สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2496 เดิมอยู่ที่บริเวณสามประสบ (จุดบรรจบของแม่น้ำบิคลี่ ซองกาเรีย และรันตี) เคยเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวไทย ชาวมอญ ชาวกะเหรี่ยง และชาวพม่า จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2547 ได้มีการสร้างเขื่อนเขาแหลม (เขื่อนวชิราลงกรณ์) ทำให้ตัวอำเภอเก่าและหมู่บ้านชาวมอญจมอยู่ใต้น้ำ ชุมชนและวัดจึงย้ายขึ้นไปอยู่บนเขาซึ่งเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน โดยวัดแยกเป็นสองส่วนคือส่วนที่เป็นเสนาสนะหลักๆ ซึ่งมีปราสาท 9 ยอดเป็นองค์ประธานฯ และห่างไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นที่ประดิษฐานของเจดีย์แบบพุทธคยา ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนที่เป็นกระดูกนิ้วหัวแม่มือขวา ขนาดเท่ากับเมล็ดข้าวสาร

ภาพจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กาญจนบุรี

ชาวมอญสังขละบุรีนอกจากจะผูกพันฉันท์น้องพี่กับคนไทยแล้ว ยังได้รับความเมตตาจากหลวงพ่ออุตตมะแบ่งที่ดินให้ครอบครัวละ 30 ตารางวา ปัจจุบันมีชาวมอญในอำเภอสังขละบุรีใกล้กับชายแดนไทย-เมียนมาราว 1,000 หลังคาเรือน ที่เป็นผู้สืบสานประเพณีสงกรานต์อันเก่าแก่มาจวบจนทุกวันนี้

ภาพจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กาญจนบุรี

สงกรานต์สำหรับชาวมอญ มิใช่แค่งานขึ้นปีใหม่ที่เราจะได้เห็นพิธีกรรมทางศาสนา อันสะท้อนความศรัทธาและความเชื่อของชาวมอญ ตลอดจนสีสันแห่งวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร ดนตรี การละเล่นพื้นบ้าน ฯลฯ หากยังเป็นวาระสำคัญในการแสดงความกตัญญูต่อบิดา มารดา โดยแต่ละปีจะมีการจัดงานสงกรานต์ 6 วันรวด ตามกำหนดในปฏิทินสงกรานต์ (ปีนี้ตรงกับวันที่ 13-18 เมษายน 2562) โดยเริ่มจาก วันสวดพุทธมนต์ วันสงกรานต์ลง วันคาบปี วันสงกรานต์ขึ้น วันสรงน้ำพระ และวันยกฉัตรเจดีย์​(วันกรวดน้ำ) ซึ่งเป็นวันเสร็จพิธี

โดยวันแรก (13 เมษายน) ตรงกับวันสวดพุทธมนต์ ทุกบ้านจะแบ่งเป็น 2 สาย หัวหน้าครอบครัวอาจจะไปวัดเพื่อสวดมนต์และรับน้ำพุทธมนต์กลับมาบ้าน สมาชิกครอบครัวก็ไปตระเวนไหว้พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ มอบเสื้อผ้าใหม่ และเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้ใหม่

วันสงกรานต์ลง (14 เมษายน) จะเทน้ำพุทธมนต์ลงพื้นดินเป็นสัญลักษณ์ของการรับนางสงกรานต์ จากนั้นพ่อกับแม่ คนเฒ่าคนแก่ จะไปถือศีลที่วัด 3 วัน จึงเป็นวาระที่ลูกหลานจะได้ทำความดีตอบแทนบ้าง มีการทำข้าวแช่ ขนม นม เนย เทินไปบนศีรษะเพื่อถวายพระ 1 สำรับ และนำไปส่งให้พ่อกับแม่คนละสำรับ วันละ 2 มื้อ (มื้อเช้า และมื้อเพล) ตลอดทั้ง 3 วัน ตกบ่ายแก่ๆ ทั้ง 3 วันช่วงที่กำลังร้อนๆ หนุ่มสาวก็จะเทินน้ำไปที่วัด เพื่อไปอาบให้พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ถือศีลอยู่ พร้อมทั้งฟอกสบู่ ทาแป้ง ให้สะอาดเอี่ยม เป็นการทดแทนบุญคุณและขอขมาที่อาจจะเคยล่วงเกินในรอบปีที่ผ่านมา (คนไทยจะนำพวงมาลัยไปกราบ รดน้ำดำหัว และล้างเท้าให้พ่อแม่)

ส่วนวันคาบปี (15 เมษายน) เชื่อว่าใครที่เสียชีวิตในวันนั้นคือหมดอายุขัยแล้ว ไม่ต้องไปเกิดอีก จะไม่มีงานศพ งานสวดอภิธรรม ไม่ต้องเก็บไว้ 100 วันแต่ให้เผาทันที และจะไปทำบุญให้อีกทีหลังสงกรานต์ในปีหน้าสิ้นสุดลง

ก่อเจดีย์ทราย เตรียมตัดไม้ไผ่มาทำรางสรงน้ำพระ

ภาพจาก : www.nationmultimedia.com

วันสงกรานต์ขึ้น (ส่วนใหญ่จะตรงกับวันที่ 16 เมษายน) จะถือเป็นวันเถลิงศกใหม่ เฉพาะผู้ชายจะไปตัดไม้ไผ่เพื่อนำมาเตรียมทำรางสรงน้ำพระ ส่วนผู้หญิงจะขนทรายไปที่วัดแล้วร่วมก่อเจดีย์ทรายบริเวณต้นศรีมหาโพธิ์ ซึ่งอยู่ใกล้กับเจดีย์พุทธคยา โดยก่อองค์เดียวสูงขึ้นไปเป็นชั้นๆ แล้วนำธงทิวมาประดับ เด็กและผู้ใหญ่จะนำธูปเทียนมาจุดแล้วปักไว้โดยรอบพร้อมอธิษฐานขอให้หมดเคราะห์หมดโศก แล้วนำทรายไปโปรยรอบเจดีย์ในจำนวนรอบที่มากกว่าอายุของตน เพื่อให้มีอายุยืนยาว

สรงน้ำพระผ่านรางกระบอกไม้ไผ่

ภาพจาก: www.khaosod.com
ภาพจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กาญจนบุรี

วันสรงน้ำพระ (17 เมษายน) เป็นวันลาศีลของผู้ที่ปฏิบัติธรรมมาครบ 3 วัน บ่ายวันเดียวกันจะมีพิธีสรงน้ำพระ โดยเริ่มจาก การสรงน้ำพระพุทธรูปเก่าแก่ของชาวไทยรามัญ จากนั้นราว 4 โมงเย็น ผู้คนจะนำน้ำลอยดอกไม้มาจากบ้าน เพื่อร่วมสรงน้ำพระสงฆ์ โดยรดน้ำลงไปตามรางไม้ไผ่ การสรงน้ำพระเช่นนี้ว่ากันว่าสืบทอดมาจากวิถีชาวมอญหงสาวดี อันเป็นประเพณีที่ก่อให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชุมชน พิธีสรงน้ำพระผ่านรางไม้ไผ่เคยมีให้เห็นในชุมชนชาวมอญที่อื่นด้วย เช่น ปทุมธานี และแถวอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ฯลฯ แต่ที่หายไปในยุคหลังคาดว่าไม้ไผ่หายาก อีกทั้งคนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้คิดจะสืบสานประเพณีนี้ต่อมา จึงเหลือให้เห็นที่อำเภอสังขละบุรีเท่านั้น

เสร็จจากสรงน้ำพระ แต่ละบ้านก็จะไปล้างสุสานหรือที่เก็บกระดูกปู่ย่าตายาย คล้ายกับวันเชงเม้งของชาวจีนเพียงแต่ไม่มีการเซ่นไหว้ แต่จะขอพรเพื่อให้ลูกหลานอยู่เย็นเป็นสุข

ให้หลวงพ่อเดินเหยียบหลัง แห่งเดียวในโลก

ภาพจาก : http://yaipearn.blogspot.com
ภาพจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กาญจนบุรี

เมื่อสาธุชนสรงน้ำพระสงฆ์แล้วก็เหมือนกับท่านมีความบริสุทธิ์ ชาวบ้านจึงไม่อยากให้เหยียบย่ำลงบนพื้นดิน ชาวมอญชายทั้งวัยรุ่นและหนุ่มใหญ่จึงอาสานอนเรียงกัน ราบไปกับพื้นประหนึ่งเป็นสะพานมนุษย์ ให้พระสงฆ์เดินเหยียบหลังข้ามไป เชื่อว่าเป็นการขจัดเคราะห์ ปัดเป่าโรคร้ายออกจากตัว เป็นพิธีกรรมหนึ่งเดียวไม่เหมือนที่ใดในโลก แต่น้อยคนนักที่จะทราบว่าความเชื่อนี้มาจากพระไตรปิฎก เมื่อครั้งที่พระสมณะโคดม (เจ้าชายสิทธัตถะ) ได้เกิดเป็นสุเมธดาบส ท่านได้พบกับพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งพระนามว่าพระพุทธทีปังกร พระองค์ต้องเสด็จผ่านทางที่เป็นเลนตมหลุมบ่อ ท่านสุเมธดาบสเห็นดังนั้นจึงทอดตัวลงนอนถวายทางเสด็จเพื่อเป็นพุทธบูชา ซึ่งพระพุทธทีปังกรก็ได้ให้คำพยากรณ์แก่ท่านสุเมธดาบสไว้ว่า ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า ดาบสท่านนี้จะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง นามว่าพระสมณะโคดม

วันยกฉัตรเจดีย์

ภาพจาก : www.nationmultimedia.com
ภาพจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กาญจนบุรี

วันยกฉัตรเจดีย์ (18 เมษายน) เป็นวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ ชาวไทยรามัญจะมารวมตัวกันที่หน้าตลาดวัดวังก์ตั้งแต่ 8.00 น.เพื่อตั้งแถวเตรียมแห่กองผ้าป่า เครื่องไทยทาน สำรับคาวหวาน และอัญเชิญฉัตร 9 ชั้นไปยังเจดีย์ทรายบริเวณลานเจดีย์พุทธคยา โดยจับเชือกเส้นยาวเดินต่อกันเป็นแถวเป็นแนวดูสวยงาม พร้อมกับมหรสพดนตรีในแบบฉบับของชนชาวมอญบรรเลงไปตลอด จากนั้นจะกลับไปยังศาลา เพื่อสมาทานศีล ถวายภัตตาหารเพล ถวายผ้าป่า และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก หากมิได้กรวดน้ำเท่ากับว่าบุญกุศลที่เพียรทำมาตลอด 5 วันนั้นจะไม่ได้แก่ตนเอง และผู้ล่วงลับในสัมปรายภพ

ภาพจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กาญจนบุรี

วัฒนธรรมที่คงอยู่ และวัฒนธรรมที่กลายพันธุ์

ภาพจาก : Kru.Guesthouse Sangklaburi

ทุกวันนี้ชาวสังขละบุรีช่วยกันรณรงค์เรื่อง “เที่ยวสังขละบุรีง่ายๆ มี 8 ม.” (8 ไม่) ได้แก่ ไม่นุ่งสั้นเข้าวัดและศาสนสถาน ไม่เรียงหินสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ทิ้งขยะไม่เลือกที่ ไม่แย่งกันตักบาตร ไม่แว้น ไม่ซิ่ง ในที่ชุมชน ไม่สร้างภาระให้ธรรมชาติ ไม่สร้างภาระให้ชุมชน แต่ถ้า 7 ข้อที่ขอไปแล้วยังทำไม่ได้ ข้อสุดท้ายคือไม่ต้องมาสังขละบุรี

หนึ่งในข้อห้ามที่น่าสงสัยคือเรื่องเรียงหิน ถามว่าทำไมจึงไม่ควรทำ ข้อแรก คือเป็นภาระให้กับพระเณรต้องคอยเก็บ สร้างความความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย และมิใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา สองก็คือเป็นช่องทางหากินของคนบางกลุ่มที่โน้มน้าวว่าการเรียงหิน 5 ก้อน 9 ก้อนทำให้โชคดี มิจฉาชีพแฝงตัวเหล่านี้เลยได้ทิปจากนักท่องเที่ยวเพราะอาสาไปหาหินมาให้เรียง

วัฒนธรรมย่อมมีการกลายพันธุ์ไปตามยุคสมัย ไม่ต่างอะไรกับการประชาสัมพันธ์ว่าเทศกาลสงกรานต์ คือ “Water Festival” เราจึงรับไปได้แค่ความสนุกของการสาดน้ำ หากมีสักครั้งที่คุณมีโอกาสเผยแพร่ประเพณีอันดีงามซึ่งหยั่งลึกลงไปในวัฒนธรรมของชุมชนและสังคม ก็อย่าเพียงเก็บแค่ภาพถ่าย กรุณาส่งต่อความหมายด้วย เราจะได้เห็นสิ่งที่ดีงามเหล่านี้ยังคงอยู่ต่อไป

 

ขอขอบคุณ

คุณอรัญญา เจริญหงษ์ษา เลขาสภาและวัฒนธรรมท้องถิ่น สังขละบุรี
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กาญจนบุรี

Facebook : Kru.Guesthouse Sangklaburi

Facebook : สังขละบุรี

www.nationmultimedia.com

www.khaosod.com

http://yaipearn.blogspot.com

ให้กำลังใจผู้เขียนกันหน่อย :